คุณมี 0 เหรียญ VIP

ชื่อนามปากกาสมาชิก :

Daisy Sky

Report
Month View : 159
Over All : 2,278
Favorites : 3

ชื่อนามปากกาสมาชิก :

Daisy Sky

Report
Month View : 159
Over All : 2,278
Favorites : 3

1 Friday (นายที่ Lost)

พี่กับน้อง กูกับมึง

นิยาย-เรื่องยาว : นิยายวาย/ยูริ

EP 10

ภาระ

 

 

                  “นี่สรุปว่ามึงเรียกกูมาใช้งานสินะ”  

                  ไผ่ลากกระถางที่มีต้นเฟิร์นบอสตันขนาดกลางที่มีใบหลายแฉกไปจนชิดผนังริมหน้าต่างซึ่งเป็นเตียงที่ว่างอยู่ พื้นที่รอบ ๆ ที่ก่อนหน้านี้โล่งในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดที่พาทรีกับไผ่ช่วยกันขนเข้ามาไว้ในห้องนอน

                  “เขาเรียกว่าไหว้วาน มึงเองก็อยู่ว่าง ๆ ของกูก็ตั้งเยอะ คิดซะว่ามาช่วยกูจะได้มีอะไรทำไง นี่ถ้าไอ้ด้ายอยู่กูก็เรียกมันมาเหมือนกันล่ะ เฮ้ย ๆ !! ต้นเฟิร์นต้นนี้กูรักนะ เบามือหน่อยมึง!!”

                  พาทรีบ่นพลางขยับกระถางนั้นนิดหน่อยให้ไผ่งงว่ามันต่างจากตอนแรกตรงไหน แต่ด้วยความที่ไผ่เป็นคนนิ่ง ๆ ในขณะที่พาทรีเป็นคนปากมากเขาเลยขี้เกียจจะเถียงกับอีกคนเลยแค่เถียงกลับไปส่ง ๆ

                  “ตอนนี้กูอิจฉาไอ้ด้ายที่ไปเที่ยวกับที่บ้านขึ้นมาเลย ไม่ต้องมาเหนื่อยแบบกู”

                  “เอาน่า…นี่ต้นสุดท้ายแล้ว ช่วยกูยกหน่อย”

                  ครั้งนี้เป็นต้นเดหลีที่ทั้งใหญ่และกระถางหนักกว่าต้นก่อนหน้า พาทรีจึงต้องอาศัยแรงไผ่ที่ตัวใหญ่กว่าคอยช่วย หลังจากที่ตกแต่งอาณาเขตตนเองเสร็จเรียบร้อย พาทรีก็นั่งลงบนเตียงมองต้นไม้รอบตัวอย่างครึ้มใจ ในขณะที่ไผ่ยกขวดน้ำขึ้นดื่มด้วยใบหน้านิ่งออกจะเฉยเมยเกินปกติไปเสียด้วยซ้ำ

                  “ไม่ต้องทำหน้างอไอ้ไผ่ แค่ช่วยกูจัดของกับขนต้นไม้เข้าห้องจะอะไรนักหนา” พาทรีเบ้ปากพูด

                  “มึงก็ไม่ต้องมางอนใส่กูเลย”

                  “กูไม่ได้งอน”

                  “ท่าทาง หน้าตา คำพูด น้ำเสียงแบบนี้ไม่ต้องมาโกหก คิดว่ากูเพิ่งรู้จักมึงหรือไง”

                  ที่ไผ่พูดนั่นก็จริงเพราะทั้งพาทรี ไผ่ ด้าย เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมต้น โดยพาทรีเพิ่งย้ายตามงานของผู้เป็นแม่ไปเรียนปีหนึ่งที่จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะย้ายกลับมาในตอนนี้เพราะแม่เขากำลังจะแต่งงาน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าพาทรีดีใจเป็นอย่างมากที่ได้กลับมาเรียนที่เดียวกับเพื่อนอีกครั้ง

                  “เหอะ”    พาทรีส่งเสียงผ่านลำคอด้วยใบหน้ารำคาญ แต่ยังไม่ทันได้เถียงอะไรกันต่อ เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน ทันที่ที่เห็นชื่อแม่บนหน้าจอ พาทรีก็ผุดรอยยิ้มกว้างทันควัน

                  “ครับแม่ รถต้นไม้เข้ามาส่งเรียบร้อยแล้วครับ ขอบคุณมากครับที่ช่วยจัดการให้”

                  นลินเป็นคนจัดส่งต้นไม้จากบ้านเก่าในนนทบุรีมาให้พาทรีตามคำขอจึงโทรมาถามไถ่ความเรียบร้อย ถึงแม้กรุงเทพฯกับนนทบุรีจะอยู่ไม่ไกลกัน แต่เพราะตำแหน่งหัวหน้าการเงินที่นลินต้องรับผิดชอบทำให้เธอมีเวลาว่างเพียงวันเดียวคือวันอาทิตย์ ประกอบกับที่ช่วงนี้ต้องเคลียร์งานทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนลาออกมาแต่งงานจึงทำให้ปลีกตัวมาเจอผู้เป็นลูกได้ค่อนข้างลำบาก

                  “กับพี่หรอครับ…. อืม ก็ดีครับ”

                  พาทรีพูดแล้วเหลือบตามองไผ่ที่กำลังมองเขาอยู่เหมือนกัน จากนั้นเขาก็เงียบฟังแม่ที่พูดตักเตือนให้ทำดีกับสกายเสียยืดยาวจนพาทรีต้องเงียบปากแอบถอนหายใจ พอแม่เริ่มซักไซ้เมื่อเห็นคนเป็นลูกพูดน้อยผิดปกติต่างจากทุกครั้ง พาทรีก็ฝืนทำสียงร่าเริงพูดถึงสกายในแง่ดีกรอกสายกลับไป จนไผ่เห็นแล้วรำคาญลูกตาอยู่ไม่น้อย

                  “ไม่มีอะไรคร้าบ พี่เขาออกไปข้างนอก นี่ทรีก็อยู่กับไผ่ ให้มันมาช่วยจัดของ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงทรีเลย ผมกับพี่เข้ากันได้ดี”

                  ดีกับผีน่ะสิ  ไผ่คิดในใจมองอีกคนที่ไม่เลิกโกหกแม่

                  “ครับผม รู้แล้วคร้าบ แม่ทวนทรีเกินร้อยรอบจนทรีจำแม่นกว่าวันเกิดตัวเองแล้วเนี่ย.. ห้ามอยู่เหมือนบ้านตัวเอง ให้เกรงใจเจ้าบ้าน ช่วยเหลือทุกอย่างที่ทำได้ ทรีเข้าใจครับ.. อ๋อ ถ้าเรื่องไอ้ไผ่ไอ้ด้าย ทรีบอกลุงไว้แล้วครับ ลุงเขาเข้าใจอนุญาตให้มาบ้านได้เพราะพี่เขาก็มีเพื่อนมาบ้านบ่อยเหมือนกัน”

                  “ทรีก็รักแม่ครับ งั้นเจอกันวันเกิดลุงเลยนะครับ แม่ก็อย่าทำงานหักโหมนักนะครับ สวัสดีครับแม่”

                  เมื่อพูดไปแบบนั้นคนปลายสายที่ห่วงว่านิสัยไม่รู้จักโตของลูกตนเองจะก่อกวนคนที่เป็นเจ้าบ้านก็เริ่มเสียงอ่อนลง นลินกำชับให้พาทรีทำตัวดี ๆ ครั้งสุดท้าย แล้วถึงบอกรักลูกก่อนจะวางสายขอตัวไปทำงานต่อ

                  “สรุปแม่มึงก็ไม่รู้เรื่องที่มึงไม่ถูกกับไอ้พี่ชาย”

                  พอกดวางสายปุ๊ป ไอ้เพื่อนร่างสูงหุ่นสมส่วนก็ขยับมานั่งชันเข่าข้างกันก่อนจะชะโงกหน้ามาถามพาทรี

                  “เออ จะให้รู้ได้ไง รู้ไปแม่กูก็ไม่สบายใจ พ่อไอ้สกายก็เหมือนกัน ทำเป็นญาติดีกันแค่ต่อหน้าก็พอ”

                  ถึงสกายจะไม่ชอบเขาแค่ไหน และถึงพาทรีจะรู้สึกสนุกที่ได้กวนประสาทอีกฝ่ายแก้เบื่อ แต่แน่นอนว่าเรื่องที่พวกเขาไม่ถูกกันจะไม่มีวันล่วงรู้ถึงหูพ่อแม่ของทั้งสองแน่นอน ดูเหมือนว่านี่ล่ะคือเป้าหมายเพียงอย่างเดียวของทั้งคู่ที่ดูจะไปในทางเดียวกันได้

                  “ก็ยังดีที่มึงยังมีความคิดบ้าง จะทำอะไรให้มันมีสติด้วย อารมณ์อ่ะมาทีหลัง นี่ยังต้องอยู่กันเป็นครอบครัวไปอีกนานนะมึง”

                  ความหมายในประโยคเดียวนั้นพาทรีสามารถตีความได้หลากหลาย ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เพื่อนพูด แต่เขาแค่ไม่อยากคิดเรื่องอื่นในตอนนี้ จึงหยอกไผ่กลับด้วยนิสัยเด็กอมมืออย่างที่ไผ่ชอบว่าเขา

                  “คร้าบพ่อไผ่”   พาทรีพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ยกมือไหว้ท่วมหัวแต่อีกคนก็ไม่ขำด้วย

                  “ไหว้กูแล้วเชื่อกูให้เหมือนที่ไหว้ด้วย”

                  พอไผ่พูดจบพาทรีก็ลดมือลงมองเพื่อนที่ยังไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อยให้เห็น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะเป็นธรรมดาของคนหล่อหน้านิ่งอย่างไอ้ไผ่อยู่แล้ว แต่ที่ทำให้พาทรีเล่นมุกต่อไม่ออกก็ใบหน้าเครียดจริงจังอย่างกับสอบไฟนอลของมันนั่นล่ะ เมื่อทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบพาทรีเลยหันไปให้ความสนใจใบของเจ้าต้นเดหลีเมื่อครู่แทน

                  “แล้วนี่มึงโอเคใช่ไหม?”   ไผ่ถามขึ้น พาทรีก็ชะงักมือค้างตอนที่ลูบใบต้นไม้เล่นอยู่ เขากลืนน้ำลายลงคอคลี่ยิ้มบางหันไปหาไผ่

                  “เออ… กูโอเค” พาทรีบอก

                  ไผ่กับพาทรีมองสบตากันโดยไม่มีคำพูดอื่นตามมา พาทรีรู้ดีว่าไผ่หมายถึงเรื่องอะไร ส่วนไผ่ก็รู้มันว่ามันไม่ได้โอเคอย่างที่บอก

                  หลังจากที่ช่วยกันจัดห้องเสร็จทั้งสองคนก็งีบหลับไปแล้วตื่นมาในช่วงเย็น พาทรีตัดสินใจทำอาหารกินกับไผ่จึงโทรไปขออนุญาตกริชเพื่อใช้อุปกรณ์ทำครัว โดยไม่ลืมที่จะขอดื่มแอลกฮออลด้วย ซึ่งกริชก็อนุญาตอย่างใจดีเพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย แถมยังให้พาทรีชวนสกายร่วมวงด้วยจะได้สนิทกันไวขึ้น

                  “ไอ้สกายมันอยู่ห้องสีทึบแบบนั้นได้ไงวะ? นี่แค่มองหน้ามันกูก็หม่นหมองแล้ว ยังต้องมานอนในห้องทะมึนแบบนั้นอีก ดีนะที่กูเอาลูก ๆ กูเข้ามาอยู่ด้วยไม่งั้นโลกกูมืดมนตายห่า”     แน่นอนว่าลูกที่พาทรีพูดก็คือต้นไม้นั่นเอง

                  “แล้วมึงเอาต้นไม้ขนเข้าไปเยอะขนาดนั้น บอกมันหรือยัง”

                  “ทำไมต้องบอก ก็มันบอกกูเองว่ามันอยู่ในที่ของมัน กูอยู่ในที่ของกู ตรงนั้นมันเขตกูกูก็ต้องทำอะไรก็ได้สิ อีกอย่างลุงก็บอกกูแล้วว่ากูสามารถทำอะไรก็ได้ที่กูทำแล้วสบายใจ”

                  ไผ่พยักหน้าฟังพาทรีพูดด้วยอารมณ์ประมาณว่าเรื่องของมึงแล้วกันกูจะไม่ยุ่ง เขายอมรับว่าวันนี้ทั้งวันเหนื่อยกว่าช่วยมันจัดของก็ตอนที่ต้องฟังมันบ่นเรื่องสกายซ้ำไปมาจนเล่นเอาอยากกลับบ้าน ไผ่ใช้ส้อมจิ้มหมูมะนาวฝีมือตนเองขึ้นมาเตรียมจะกิน ก็กลับถูกพาทรีชิงไปเสียก่อนด้วยการอ้าปากกว้างยื่นหน้างับหมูชิ้นใหญ่เข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ

                  “ไอ้ทรี ทำมึงก็ไม่ทำ ของทั้งหมดกูก็ออกตังเลี้ยง ยังจะแย่งกูกินอีกนะ”

                  ไผ่บ่นอย่างหัวเสีย เขาทั้งมาช่วยจัดของ มันบ่นอยากกินอาหารฝีมือเขา ไผ่ก็ตามใจออกไปซื้อมาทำให้กิน เงินก็เขาเป็นคนออกแถมลงแรงอยู่คนเดียว แต่ดูเหมือนไอ้เพื่อนตัวดีจะไม่สำนึกเลย ไผ่จึงต้องปรามด้วยเสียงเข้ม พาทรีสลดลงเล็กน้อย ซึ่งก็เล็กน้อยจริง ๆ เพราะตอนนี้อีกคนหันไปสนใจเสียงรถที่ขับเข้ามาจอดด้านในรั้วบ้านแทนเรียบร้อยแล้ว

                  “มันมาแล้วว่ะ!! เหมือนมากับ… เออ.. อ๋อ เห็นละ ไอ้บุ๋น เพื่อนมันที่ไอ้ด้ายบอกว่าชอบมึง” พาทรีหันไปล้อ ท่าทางสลดก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้นจน ไผ่ได้แต่ปล่อยวางเพราะเอือมระอานิสัยเด็กของเพื่อนเต็มที

                  สกายเดินลงมาจากรถพร้อมบุ๋นก็เห็นพาทรีกับไผ่นั่งกินมื้อเย็นตรงโต๊ะในสวนด้านข้างบ้าน เขาตั้งใจจะเดินผ่านแต่บุ๋นกลับหยุดชะงักพร้อม ๆ กับที่พาทรีหันมาพยักหน้าให้สองคนที่เพิ่งมาถึง

                  “ไงมึง กินข้าวด้วยกันเปล่า?”

                  พาทรีเป็นคนทักก่อน ซึ่งไผ่ได้แต่ถอนหายใจในใจเพราะรู้ดีว่าเพื่อนตัวแสบคงหาเรื่องสนุกทำอีก ไม่งั้นคงไม่ยิ้มกว้างชวนสกายร่วมโต๊ะด้วย บุ๋นเองก็ส่งยิ้มให้แต่สายตากลับมองไปยังไผ่ที่นั่งก้มหน้าไม่สนใจใคร ในเวลานี้จึงมีสองคนที่อยากรวมกลุ่มกินข้าว ส่วนอีกสองคนอยากไปให้พ้นจากตรงนี้

                  “ไม่…”

                  “เออ กูกินด้วย กูหิว”  

                  บุ๋นรีบขัดขึ้นเพราะรู้ว่าสกายกำลังปฏิเสธ มือของเขายื่นไปบีบแขนสกายอัตโนมัติอย่างทุกที สกายค้อนขวับเพราะเมื่อครู่เขากับมันเพิ่งกินข้าวด้วยกันมา ไม่มีทางที่บุ๋นจะหิวได้ ส่อชัดเลยว่ามันอยากอยู่ตรงนี้ด้วยเหตุผลเดียวคือไอ้ไผ่ที่มันชอบนักหนา บุ๋นเงยหน้าอ้อนวอนผ่านทางสายตาพร้อมทั้งจิกแขนแน่นย้ำ ๆ คนที่ตัวสูงกว่าได้แต่ถอนหายใจกระชากแขนออก ถึงอย่างนั้นก็กลับกระแทกตัวนั่งลงตรงอีกมุมของฝั่งที่ว่างอยู่ บุ๋นยิ้มทันทีเมื่อเห็นเพื่อนรักยอมตามใจตนจึงลดตัวนั่งลงข้างกันกับพาทรี

                  “ฝีมือไอ้ไผ่เพื่อนกูเอง” พาทรีตั้งใจพูดแบบนั้นเพราะเห็นสายตาและท่าทางของบุ๋นที่มองไผ่ เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังชอบเพื่อนเขาแน่นอน และเมื่อพูดแบบนั้นบุ๋นก็ยิ้มกว้างหนักขึ้นกว่าเดิม

                  “มึงทำอาหารเป็นด้วยเหรอ?”  

                  บุ๋นถามกวาดตามองอาหารบนโต๊ะอันประกอบด้วย หมูมะนาว กุ้งชุบแป้งทอด ยำวุ้นเส้น น้ำเสียงตื่นเต้นจากบุ๋นดึงความสนใจจากไผ่ได้เพียงเสี้ยววินาที คนหน้านิ่งเชยตาขึ้นมองก่อนจะหันกลับไปสนใจเบียร์ในแก้วตนเอง

                  “เออ ไอ้ไผ่เพื่อนกูมันทำกับข้าวเก่ง ว่าแต่พวกมึงกินเบียร์ไหม?”

                  “เอาดิ พลาดได้ที่ไหนชวนขนาดนี้แล้ว” ดูเหมือนบุ๋นกับพาทรีจะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ในขณะที่คนหล่ออีกสองคนกลับมีสีหน้าเย็นชาแถมยังเงียบเสียจนน่ากลัว

                  “มึงไปเอาแก้วเบียร์ดิ จานข้าวด้วยนะ”   พาทรีหันไปบอกสกาย ซึ่งดวงตาคมก็ตวัดกลับมาที่เขาทันทีพร้อมเสียงแข็งกร้าว

                  “ทำไมต้องกู?”

                  “เอ้า !! ก็มึงเป็นเจ้าบ้านอ่ะ นี่เพื่อนมึง มึงก็ต้องเทคแคร์ดิ”  

                  “ไอ้บุ๋น….”  

                  เป็นเพราะสกายไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับพาทรีเพราะรู้ว่าอีกคนตั้งใจกวนประสาทเขา สกายจึงกดเสียงต่ำเรียกชื่อเพื่อนตนเอง ซึ่งบุ๋นก็รู้ดีว่านี่คือสัญญาณอันตรายเลยลดมือลงจับแขนสกายแน่น

                  “เดี๋ยวกูไปเอาเอง กูมาบ้านมันบ่อย”   บุ๋นพูดจบก็วิ่งเร็วจี๋เข้าไปในตัวบ้าน ทิ้งให้สกายกับพาทรีฟาดฟันกันผ่านทางสายตา ในขณะที่ไผ่ได้แต่มองคนทั้งคู่ด้วยความคิดเดียวในสมอง โคตรไร้สาระ

                  เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงกับเบียร์แปดขวดถือว่ากำลังสนุกสำหรับคนชอบดื่มอย่างพาทรี ถือว่ากำลังโอเคสำหรับคนคอแข็งอย่างไผ่ และถือว่ากำลังดีสำหรับคนที่แอบชอบใครสักคนในวงเหล้าอย่างบุ๋น แต่ไม่ดีเลยสักนิดกับคนคออ่อนอย่างสกายซึ่งในตอนนี้ทั้งหน้าทั้งตัวของเขาแดงไปหมด ตาก็ปรือหนักขึ้นทุกทีจนบุ๋นหันไปถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงแทบจะทุกห้านาที

                  “เพื่อนมึงคออ่อนเนอะ”

                  พาทรีพูดกลั้วหัวเราะต้องการกวนอารมณ์อีกคน แต่ดูเหมือนว่าสภาพของสกายในเวลานี้จะไม่สามารถต่อกรกับเขาได้ ไผ่เตะเท้าปรามเพื่อนรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้ซึ่งพาทรีก็ทำเป็นไม่สนใจเพราะกำลังสนุก เขามองสกายที่นั่งก้มหน้าใช้มือข้างหนึ่งยันรับน้ำหนักศีรษะตนเองก็แทบอยากหัวเราะออกมาดัง ๆ คิดแค่ว่าอยากให้คนเมาต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีกสักหน่อยเพื่อความบันเทิง แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะยิ่งเมาสกายก็ยิ่งเงียบ

                  “กูว่ามันไม่ไหวแล้วล่ะ”  บุ๋นพูดขณะที่รีบลดมือลงไปดันใต้คางสกายเมื่อเพื่อนรักไถลหัวลงจนคางเกือบชนกับโต๊ะ พาทรีถึงกับหลุดหัวเราะพรืดออกมา ตอนนั้นเองไผ่ที่นั่งเงียบมาตลอดก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้

                  “มึงจะไปไหน?” พาทรีถามในขณะที่บุ๋นก็รีบหันมองคนหน้าตี๋จนเผลอสบตากันเข้า

                  “กูจะกลับบ้าน” ไผ่ละสายตาจากบุ๋นหันกลับไปบอกเพื่อนตนเอง

                  “มึงไปทางไหน กูขอติดรถไปด้วย!!” บุ๋นพูดเสียงดังจนแทบจะตะโกนออกมา

                  “มึงก็เรียกแท็กซี่ดิ กูไม่สะดวกไปส่ง” ไผ่หันไปบอกอีกคนก็หน้าหงอยลงทันทีเมื่อได้ยิน

                  “ไอ้ไผ่มันอยู่หอแถวมอ แล้วบ้านมึงอยู่ไหน?”

                  พาทรีบอกหมดเปลือกพร้อมรอยยิ้ม แต่กลับถูกไผ่ส่งสายตาดุแล้วก็ดูเหมือนว่าพาทรีจะไม่สนใจเลยสักนิด เรื่องนั้นไผ่รู้ดีเพราะเพื่อนของเขาสนใจแค่ความสนุกของตนเอง และตอนนี้มันกำลังสนุกอย่างมากด้วย ที่น่าโมโหที่สุดคือไม่ว่ามันจะทำอะไรไผ่ก็ไม่สามารถโกรธพาทรีลงเลยสักครั้ง

                  “ก็อยู่แถวเดียวกันนี่หว่า แวะไปส่งกูหน่อยนะมึง”

                  บุ๋นลดเสียงบอก ยิ่งเห็นอีกคนทำท่าขอร้องแบบนี้ไผ่ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังถูกเพื่อนรักอย่างพาทรีอ้อนวอน เพราะนิสัยมันสองคนช่างคล้ายกันเหลือเกิน ตลอดเวลาที่นั่งร่วมโต๊ะกันก็มีแค่สองคนนี้เท่านั้นที่คุยกันถูกคอ พาทรีกับบุ๋นเหมือนกันเกินไปจนไผ่รู้สึกผิดหากเอ่ยปากปฏิเสธบุ๋น

                  “เออ งั้นเดี๋ยวกูไปส่ง”

                  ไผ่พูดจบบุ๋นก็ยิ้มดีใจ เขาอดแปลกใจไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้ที่มันชวนเขาคุยเท่าไรเขาก็ไม่ตอบกลับสักครั้ง ไหนจะทำเป็นไม่ได้ยินไม่สนใจไม่เห็นมันอยู่ในสายตา แต่ตอนนี้เพียงแค่เขาหันไปพูดประโยคสั้น ๆ ทำไมไอ้คนหน้าเด็กกว่าอายุถึงต้องดีใจขนาดนั้น จะว่าไปก็ดูน่าสนใจไม่น้อยที่ได้เห็นปฏิกิริยาหลากหลายของฝ่ายตรงข้าม ตอนนี้ไผ่เริ่มเข้าใจพาทรีขึ้นมาบ้างแล้ว เพื่อนของเขาอาจจะชอบอยู่กับสกายเพราะสนุกกับการได้หาเรื่องอีกคนแก้เบื่อ แต่กับไผ่ที่อยู่ ๆ ก็รู้สึกอยากอยู่กับบุ๋นขึ้นมานั่นเป็นเพราะความอยากรู้ล้วน ๆ

                 

                  “มึงอยู่หอไหนอ่ะ?” ทันทีที่เขาถาม บุ๋นก็ฉีกยิ้มกว้างตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูดีใจมากที่ถูกชวนคุย

                  “กูอยู่แอลอพาร์ทเม้นท์”

                  “กูอยู่ Bed room คอนโด” เขาสังเกตว่าพอคุยต่อไปอีกประโยค ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วนั้นก็แดงจัดขึ้นไปอีก

                  “โห..คอนโดดีนี่หว่า”

                  ปฏิกิริยาแปลก ๆ หลายอารมณ์ในนาทีเดียวทำให้ไผ่เริ่มสนใจในตัวอีกคนขึ้นมาบ้างแล้ว จนกระทั่งเผลอคิดในใจนึกเสียดายก่อนหน้านี้ที่ไม่ยอมคุยกับอีกคน

                  “ก่อนที่พวกมึงจะคุยกันยันเช้า ช่วยแบกมันไปห้องด้วยนะ กูคนเดียวไม่ไหว” พาทรีเป็นฝ่ายขัดขึ้นขณะชี้ไปที่สกายซึ่งตอนนี้วางหน้าผากลงบนโต๊ะทิ้งตัวหลับไปเป็นที่เรียบร้อย

                  “ไอ้สกายมันไม่ชอบกินเหล้า กินไปได้นิดเดียวก็หลับแล้ว คอมันอ่อน กินเยอะขนาดนี้กูว่าหลับไม่รู้เรื่องทั้งคืน”   บุ๋นพูดพลางเขย่าแขนเรียกเพื่อนตนเองอยู่หลายครั้งแต่อีกคนก็ยังคงสงบนิ่งอยู่แบบเดิม

                  “อ๋อ แบบนี้นี่เอง”  

                  พาทรีพูดเสียงเบายิ้มกริ่ม ยิ้มที่ไผ่รู้ดีว่าอีกคนกำลังมีแผนการบางอย่างในใจ ไผ่ส่ายหน้าปรามเพื่อนเพราะอยากให้พาทรีเลิกแกล้งอีกคน ด้วยกลัวว่าเรื่องจะบานปลายใหญ่กว่าเดิม แต่ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ฟังเขาเลย เพราะตอนนี้มันกำลังพยักหน้าท้าทายไผ่ ซึ่งแน่นอนว่าเขาขัดใจไอ้คนที่เอาแต่ใจตนเองอย่างพาทรีไม่ได้ ไผ่ก็แค่ไม่อยากให้ความสนุกเพียงครั้งคราวมาบั่นทอนความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะยังไงพวกมันก็ต้องเป็นพี่น้องกันไปอีกนาน

                  ท้ายที่สุดไผ่ก็ช่วยพยุงสกายข้างหนึ่ง ส่วนบุ๋นก็ช่วยประคองอีกฝั่ง โดยที่พาทรีเดินถือกระเป๋าตามหลังมาจนถึงด้านในห้องนอน ทันทีที่โยนสกายลงบนเตียงได้สำเร็จ บุ๋นก็มองไปที่มุมหนึ่งของห้องด้วยตาเบิกโพลงปนตกใจทันที

                  “มึงจัดห้องแบบนี้เหรอ?” บุ๋นหันไปถามพาทรี

                  “เออ ทำไมเหรอ?”

                  “กูว่าไอ้สกายตื่นมาคงได้มีเรื่องกันอีกแน่ มันชอบห้องโล่ง ๆ”  

                  บุ๋นพูดตอนมองอีกฟากที่เต็มไปด้วยต้นไม้ล้อมรอบเตียงและโต๊ะเขียนหนังสือราวกับอยู่อีกโลกหนึ่ง ป่าเล็ก ๆ นั้นก็ดูสวยดีหรอกแต่คงขัดใจไอ้สกายที่เคยอยู่คนเดียวไม่ต้องหารพื้นที่กับใครไม่น้อย มันชอบความเรียบง่ายกับพื้นที่ว่างโล่งโปร่งสบายตามากกว่า

                  “เรื่องของพวกมึงละกัน กูไม่อยากยุ่ง นี่ห้องของพวกมึงนี่”   บุ๋นทิ้งท้ายแค่นั้น เขาลดสายตามองสกายอย่างหนักใจอีกรอบ

                  “ทำอย่างกับจะลาตาย มึงรีบกลับเหอะ มัวแต่อ้อยอิ่งระวังไอ้ไผ่เปลี่ยนใจนะ”

                  พาทรีปากหมายังไงก็ยังเป็นอย่างนั้นแม้กระทั่งกับคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ไผ่เคยเตือนพาทรีหลายครั้งว่าการพูดแบบนี้จะทำให้หลายคนเกลียดได้ ซึ่งแน่นอนว่าคนเอาตนเองเป็นหลักอย่างพาทรีไม่เคยฟัง โชคดีที่บุ๋นเป็นคนง่าย ๆ เลยไม่คิดอะไรกับคำพูดนั้น มันแค่พยักหน้ารับแล้วหันไปหาไผ่เชิงถามว่าจะกลับกันเลยไหม ไผ่จึงเดินนำออกนอกห้องโดยไม่ร่ำลาพาทรีสักนิดเพราะต้องการสื่อให้ไอ้เพื่อนตัวแสบรู้ว่าวันนี้มันทำเรื่องขัดใจเขาหลายอย่าง บุ๋นรีบกระโจนตัวตามหลังอีกคนไปจนพาทรีแอบคิดว่าบุ๋นคงกลัวไผ่ไม่ไปส่งเลยเร่งรีบขนาดนี้

                 

                  พาทรีเดินไปปิดประตูห้องนอนก่อนจะกลับมายืนตรงข้างเตียงมองร่างสูงที่นอนตะแคงสลบไสลไม่รู้สึกตัวอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงฝั่งที่เห็นหน้าอีกคนได้ชัดเจน

                  ในใจเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลายอย่างที่แม้แต่ตนเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังรู้สึกอะไรบ้าง เมื่อใช้เวลากับความคิดได้ไม่นานพาทรีก็เบนสายตาไปยังความมืดนอกหน้าต่าง ก่อนจะหันกลับมามองสกายอีกครั้งด้วยความรู้สึกแน่วแน่ ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวที่เขามีหลังจากสลัดความรู้สึกอื่นทิ้งไปจนหมด   ความรู้สึกที่อยากป่วนประสาทชวนอีกคนให้ทะเลาะกับเขาจนตายกันไปข้าง

                  “หลับให้สบายนะมึง ตื่นมาได้สนุกแน่”    

                  ระหว่างทางที่ไผ่ขับรถมาส่งบุ๋นที่หอ บุ๋นชวนคุยไม่หยุดซึ่งไผ่ก็แค่ตอบคำถามสั้น ๆ เขารู้สึกว่าสิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่บทสนทนาแต่เป็นท่าทางกับรอยยิ้มของอีกคนมากกว่า บุ๋นคล้ายพาทรีก็จริงแต่ไม่ได้มีมุมน่ารำคาญเท่าเพื่อนเขา อย่างน้อยก็ไม่ได้ปากหมาพูดไม่คิด บุ๋นดูใจเย็นและมีเหตุผลมากกว่า แถมยังดีใจตลอดเวลาทุกครั้งที่ไผ่เปิดปากคุยด้วย แต่ถ้าเขาทำเป็นไม่ตอบ บุ๋นก็จะหน้าเศร้าหุบยิ้มทันที ทำให้ไผ่รู้สึกเหมือนได้ทำการทดลองบางอย่างอยู่กลาย ๆ

                  “ขอบคุณนะมึงที่มาส่งกู”

                  บุ๋นส่งยิ้มบอกเมื่อรถยนต์สีดำแบรนด์ญี่ปุ่นที่นั่งมาแล่นมาจอดหน้าหอเขา ไผ่พยักหน้าแทนคำพูด เขารอให้อีกคนลงรถไปแต่จนแล้วจนรอดบุ๋นก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม ท่าทีลุกลี้ลุกลนไม่กล้ามองหน้าเจ้าของรถนั่นก็ยิ่งดึงความสนใจของไผ่ได้มากกว่าเดิม

                  “เอ่อ..มึง”        ตอนนี้บุ๋นหน้าแดงจัดกว่าทุกครั้ง ปากก็พะงาบพูดคำหยุดคำฟังดูไม่เป็นภาษา

              “ถ้ากู…..”        บุ๋นอ้ำอึ้งแล้วเงียบลงอีกครั้ง

                  กล้าเหลือบตามองกูด้วย.. ไม่สิ มองได้แค่สองวิอย่าเรียกว่ามองเลย แล้วทำไมกูต้องสนใจท่าทางประหลาดของมันขนาดนี้นะ ไผ่คิด

              “อย่าอ้ำอึ้ง มีอะไรก็พูด”

                  พอถูกกูดุเข้าหน่อย ทำหน้าอย่างกับจะร้องไห้เลย ตลกดีว่ะ

                  “ถ้ากูขอไลน์หรือเบอร์มึงได้ไหม?”

                  พูดซะเร็วจนกูนึกว่าแร็ปใส่แล้วนะ หึหึ ไผ่ไม่ได้พูดสิ่งที่กำลังคิดออกไปแต่กลับพูดประโยคคำถามที่ตรงเสียจนอีกคนอ้าปากหวอ

                  “มึงชอบกูเหรอ?”

                  “หา?”   เพราะไม่คิดว่าจะโดนจู่โจมด้วยคำถามตรงใจแถมตรงไปตรงมาขนาดนี้ บุ๋นในตอนนี้เลยได้แต่ทำตาค้างด้วยความตกใจ

                  “ชอบได้นะกูไม่ว่า แต่กูบอกไว้ก่อนว่ากูไม่อยากมีแฟน ถึงจีบไปก็เท่านั้น ถ้ามึงจีบกู กูอาจจะทำร้ายมึงไม่รู้ตัว”

                  “ทำไมวะ?”   ในที่สุดเมื่อรวบรวมสติได้สำเร็จ บุ๋นก็ตัดสินใจถามออกไป

                  “กูเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง กูทำอะไรตามอารมณ์ตัวเอง”

                  “อ๋อ เหมือนไอ้สกาย ถ้างั้นกูเข้าใจ กูรับมือได้” บุ๋นบอกขำ ๆ ส่วนไผ่เองก็นึกแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่กลัวคำขู่ของเขาเลย จริงอยู่ที่เขามองว่าบุ๋นน่าสนใจแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะชอบบุ๋นสักหน่อย

                  “สรุปจะแค่ชอบกูหรือจะจีบ?”

                  “มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องจีบดิวะ”   บุ๋นพูดด้วยรอยยิ้มดีใจแล้วยื่นมือถือตนเองไปให้ไผ่ ส่วนอีกคนก็ยอมรับมือถือเครื่องนั้นมาแต่โดยดีก่อนจะกดเบอร์โทรศัพท์ลงไปให้

 

❤ ❤ ❤ ❤ ❤      ❤ ❤ ❤ ❤ ❤

 

แปะรูปแฝดคนละฝา พาทรีกับบุ๋นไว้ด้านล่างนะค้าาาา

 

🙈 อย่าเพียงเกลียดน้องทรี มุมดี ๆ ก็มี แต่มุมกวนมากกว่า เด็กอะไรเอาแต่ใจ ลูกคนเดียวก็งี้ >< คิดแต่จะหาเรื่องสนุกทำแก้เบื่อ สงสารก็แต่สกายปวดหัวแย่

😍 ตอนนี้แอบลุ้นคู่ไผ่บุ๋นค่า คู่นี้เค้าน่าร้ากกกกก  งื้อออ 😍 ฝากตอนต่อไปด้วยนะค้าาาา ชอบกันก็ขอคนละเม้นท์ เจอคำผิดหรืออยากติชมก็บอกได้ทุกเรื่องเลยค่า 🙏

 

119083767 358462838659018 1540077882503212375 n

แชร์นิยายที่คุณรัก


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ
Daisy Sky
(จำนวนผลงานนิยาย 1 เรื่อง 10 ตอน)

เรื่อง
ประเภทนิยาย
ตอน
จำนวนเข้าชม
อัพเดตล่าสุด
ประเภท :
นิยายวาย/ยูริ
ตอน :
10
เข้าชม :
2,063
อัพเดต :
14/08/2563

เพิ่มความคิดเห็น

ชื่อ

ยังไม่มีความคิดเห็น แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกสิ!

คุณสามารถให้กำลังใจนักเขียนโดย VIP ให้นักเขียนเพิ่ม

มอบ VIP ขั้นต่ำ 1 บาท หรือให้มากกว่าตามความสมัครใจ เพื่อเปิดอ่านตอนก่อนใคร 7 วัน

คำเตือน
  • การมอบสินน้ำใจ (VIP) นี้ไม่ได้หมายถึงการซื้อนิยาย แต่เป็นการมอบกำลังใจเท่านั้น
  • นักเขียนยังคงมีสิทธิ์ในการลงนิยายจนจบเรื่อง หรือไม่จบเรื่องก็ได้
  • เนื่องจากการลงจบเรื่องในบางครั้ง อาจมีผลต่อการพิจารณาต้นฉบับในการจัดพิมพ์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ อันเป็นรายได้หลัก รวมทั้งความจำเป็นอื่นๆ
  • และการมอบสินน้ำใจนี้ ไม่สามารถนำไปหักส่วนลดได้ หลังจากนักเขียนกดปิดเรื่อง ขายจบเรื่อง

เหรียญของฉัน : 0

1 Friday (นายที่ Lost)


รักต้องเลือกเพื่อตามหาฟรายเดย์วิญญาณตัวจริงที่เขาหลงรัก ซึ่งเคยเข้าสิงร่างคนที่เคยชอบเขาถึง 3 คน ในทุกวันศุกร์  

โดย : Daisy Sky
จำนวน : 24 ตอน


0

เหรียญของฉัน : 0

1 Friday (นายที่ Lost)

โดย : Daisy Sky