คุณมี 0 เหรียญ VIP

ชื่อนามปากกาสมาชิก :

อักษราลาติน (สุรตี)

Report
Month View : 30
Over All : 1,118
Favorites : 1

ชื่อนามปากกาสมาชิก :

อักษราลาติน (สุรตี)

Report
Month View : 30
Over All : 1,118
Favorites : 1

รวมเรื่องสั้น เร้น..หลอก..หลอน

กระจกทิ้งเงา

นิยาย-เรื่องยาว : นิยายแฟนตาซี/สยองขวัญ/วิทยาศาสตร์

 

..รับกุญแจ..

 

สวัสดีค่ะ ฉันมาเอากุญแจบ้านค่ะ

เสียงหวานแกมห้าวกล่าวกับชายหนุ่มหน้าคมผู้นั่งอยู่ภายในห้องทำงานส่วนตัวของร้านนรวีร์แอนทีค ร้านจำหน่ายสินค้าประเภทของเก่าโบราณหายากหรือของสะสม สินค้าส่วนใหญ่เป็นเฟอร์นิเจอร์ ของประดับโชว์แต่งบ้านสวยงามเป็นหลัก

พอได้ยินเสียงทักจากตรงหน้าประตูแบบกระจกบานเลื่อน เจ้าของร้านหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นจากเอกสารบนโต๊ะ ใบหน้าขรึมปรากฏรอยยิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนกล่าวทักทาย

 “จะเดินทางแล้วหรือครับ”

นรวีร์ถามสาวร่างสูงที่อยู่ในชุดเสื้อสูทสีกรมท่าแขนยาว ตัวเสื้อสั้นสวมทับเสื้อยืดคอกว้างสีขาวกุ๊นคอและชายเสื้อเป็นสีเลือดหมู เสื้อยืดฟิตพอดีตัวคลุมแนบลงมาจนถึงช่วงสะโพก กางเกงขาสั้นทันสมัยสีเดียวกับสูทโชว์ช่วงขาเพรียว สวมรองเท้าส้นสูงรัดส้นทันสมัย

“ถ้าอยากเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะครับ แต่ถ้ารับกุญแจไปแล้วคิดจะมาเปลี่ยนทีหลังคงไม่ได้”

“ฉันเข้าใจค่ะ แต่เราเปลี่ยนแผนกันนิดหน่อย ตกลงว่าเพื่อนฉัน..ปานะชัยจะไปพักที่บ้านสวนเพียงคนเดียว ส่วนฉันกับเพื่อนอีกคนจะไม่ได้ไปด้วยอย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก”

“อ้าว ทำไมล่ะครับ”

“คือเราตัดสินใจแยกกันทำงานค่ะ”

กินรีทอดเสียงตอบ พร้อมกับพาร่างเพรียวเดินทิ้งสะโพกมาทิ้งตัวลงตรงข้ามกับเจ้าของสถานที่

ความจริงคนที่มารับกุญแจบ้านสวนวันนี้ น่าจะเป็นตัวปานะชัยเอง แต่เขาเกี่ยงให้เธอเป็นคนมาเอากุญแจบ้านไปให้ อ้างว่าเพราะเธอเป็นคนติดต่อทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น เดิมทีตกลงกันว่าจะยกทีมไปกันทั้งหมดสามคน เพื่อเก็บตัวเขียนงานในโปรเจ็กต์บ้านผีที่ บก.สุทัศน์ มอบหมายให้ เธอ พณิตา และปานะชัย ร่วมทำงานเป็นทีมเดียวกัน โชคไม่ดีที่เธอกับปานะชัยเกิดมีปากเสียงกันขึ้นเสียก่อน แล้วเธอก็ถอนตัว พณิตาเป็นเพื่อนสนิทของเธอถอนตัวตามอีกคน จึงเหลือแค่ปานะชัยเพียงคนเดียว

กินรีไม่ชอบหน้าปานะชัยคงจะร่วมงานกันได้ยาก บก.สุทัศน์ไม่รู้ความจริงในข้อนี้ เห็นว่าเป็นนักเขียนฝีมือดีของสำนักพิมพ์ก็จับมาทำงานร่วมกัน เธอคิดว่านายนักเขียนคนนี้เป็นคนปากไม่มีมารยาท อยากจะพูดอะไรก็พูดไม่เกรงใจใคร ไม่สนใจว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง แต่ไม่ใช่กับคนอย่างกินรีแน่นอน

ภาพลักษณ์ของเธออาจจะเป็นหญิง แต่เพศอีกครึ่งหนึ่งในตัวก็ห้าวหาญต่อยคนปากหมาให้กรามหักสลบเหมือดได้ก็แล้วกัน การทำงานเป็นทีมบางครั้งก็ทำให้ลำบากใจ  ยิ่งได้เพื่อนร่วมทีมที่ไม่รู้ใจกันยิ่งต้องใช้ความอดทนสูง ยังไม่ทันเริ่มต้นก็แตกคอกัน คงจะทำงานร่วมกันได้ยาก เธอกับขิงหรือพณิตาจึงคุยกับ บก. ขอถอนตัวจากโปรเจ็กต์ แล้วแยกมาเขียนงานเดี่ยว

“พูดตามตรง..ฉันค่อนข้างจะถูกใจบ้านเก่าหลังแรกที่คุณพาไปดูเมื่อวันก่อน บรรยากาศวังเวงตรงกับที่ต้องการพอดี”

“ถ้าจุดประสงค์ของคุณต้องการเช่าบ้านที่มีประวัติน่ากลัว หลังแรกน่าจะเหมาะกว่า อย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่า เมื่อเกือบหกเจ็ดปีก่อนเกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตายหมู่ในบ้านหลังนั้น บ้านถึงได้ถูกปล่อยร้างไว้หลายปี จนปีที่แล้วอาทรงกลดได้มารับช่วงดูแลต่อได้ปรับปรุงซ่อมแซมใหม่กะจะเปิดให้ฝรั่งเช่า แต่ตัวอากลดทำงานอยู่ญี่ปุ่นจึงมอบหมายให้ผมดูแลเรื่องบ้านแทน แต่จนป่านนี้ยังหาคนมาเช่าไม่ได้สักราย คุณรู้ไหมว่าชาวบ้านในซอยนั้นเขาว่ายังไง”

“ยังไงคะ”

“ชาวบ้านพูดกันว่าผีในบ้านพยาบาทจนส่งกระแสต่อต้านออกมาอย่างชัดเจน คนที่มาดูบ้านเกือบทุกคนจะรู้สึกไม่ถูกชะตากับบ้าน”

กินรีหัวเราะ

“ฉันไม่เข้าใจเหมือนกันว่ายัยขิมคิดยังไง ตัวเองเป็นต้นความคิดหาบ้านผีเพื่อไปเก็บตัวเขียนงาน แต่พอรู้เรื่องที่ตายหมู่ในบ้านกลับปฏิเสธซะเฉยๆ อย่างนั้น บอกว่าชอบบ้านสวนมากกว่าบรรยากาศที่เห็นจากในรูปน่าจะเงียบสงบร่มรื่นดี”

“พวกคุณนี่แปลก อยากเช่าบ้านที่มีกลิ่นอายของผี..แต่ก็กลัวที่จะเจอกับมัน แต่บางครั้ง..บางสิ่งก็หลอกตาเราได้ สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่อย่างที่เห็น”

“ฉันก็ว่าอย่างนั้น” ดวงตาคมโตชม้ายทิ้งสายตาให้ชายหนุ่ม

ชายหนุ่มไม่ตอบ เอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานหยิบกุญแจพวงหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย กินรียื่นมือไปรับ นิ้วเรียวจงใจสัมผัสมือแข็งแรงอย่างอ้อยอิ่ง เขามองเธอด้วยสายตาเฉยเมย กินรีจึงสรุปว่าเขาคงไม่นิยมผู้หญิงแบบเธอ และคิดเช่นเดียวกับผู้ชายส่วนใหญ่ที่มองเธอเป็นตัวประหลาด

“ฝากบอกเพื่อนคุณว่า..ขอให้สนุกกับงานเขียนนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

กินรีพูดพลางลุกขึ้น นรวีร์ลุกขึ้นเดินตามมาส่งหญิงสาวถึงหน้าประตูห้องทำงาน

“เชิญครับ ผมขอส่งแค่นี้นะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันออกไปเองได้” กินรีชม้ายตายิ้มหวานกับชายหนุ่มอีกครั้ง

..บ้านกลางสวน..

 

ชายหนุ่มนักเขียนร่างสันทัดวัยสามสิบต้นหวีผมเรียบแปร้ เดินสำรวจไปทั่วพื้นที่ของบ้านอันล้อมรอบด้วยแนวรั้วธรรมชาติ พุ่มไม้ดอกสารพัดพันธุ์สีสันสดสวยแข่งกันชูช่อบานสะพรั่งรับสายลมแสงแดด มีศาลาพักผ่อนหลังคามุงหญ้าคาอยู่ด้านข้างของตัวบ้าน มองเห็นเนื้อที่ไกลออกไปนอกเขตเป็นทุ่งโล่งและทิวเขา บ้านเรือนกระจายตัวกันอยู่ห่างๆ หลังบ้านเป็นสวนผลไม้จำพวกมะม่วงและมะพร้าว

มาถึงตัวเรือนไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง มีบันไดทางขึ้นรับด้วยระเบียงกว้างด้านหน้าไว้นั่งเล่นรับลม ก้าวผ่านประตูไม้แบบบานพับเข้าไปภายในจะเป็นห้องรับแขกกลาง มีห้องส่วนตัวแยกเป็นห้องใหญ่หนึ่งห้อง ห้องเล็กหนึ่งห้อง ห้อง อาหารกับครัวอยู่ทางด้านหลัง เฟอร์นิเจอร์ในบ้านใช้ไม้และหวายเป็นหลัก

ปานะชัยหยุดยืนเท้าเอวอยู่ตรงกระจกบานยาวเต็มตัวตรงมุมหนึ่งของห้องรับแขก พูดดังๆ คนเดียวว่า

“บรรยากาศสบาย เหมาะกับเป็นสถานที่พักตากอากาศ แต่ไม่เหมาะจะใช้เป็นฉากบ้านผี อุตส่าห์ถ่อมาถึงนครนายกนึกว่าจะเป็นบ้านไม้เก่าวังเวง..ไอ้นี่มันก็โฮมสเตย์ทั่วไปชัดๆ”

ปานะชัยคิดขุ่น เขาไม่ชอบหน้ากินรี พอๆ กับที่ฝ่ายนั้นไม่ชอบหน้าเขาเหมือนกัน เขาเห็นว่ากินรีไม่ใช่ผู้หญิงแท้ แต่ก็ไม่ใช่ผู้ชายแท้ด้วย

ชายหนุ่มนักเขียนเดินผ่านกระจกเข้าไปสำรวจในห้องนอน หยุดยืนมองผ่านหน้าต่างมุ้งลวดเห็นสวนผลไม้ขึ้นระเกะระกะเพราะไม่มีคนดูแล จากที่กินรีเล่าทำให้ทราบว่าเดิมทีเดียวเจ้าของบ้านคนแรกชื่อนายรอง ดูใจ แต่ตอนหลังพอแต่งงานแล้วก็ย้ายครอบครัวไปค้าขายอยู่ลำปาง จึงขายบ้านต่อให้กับญาติคนหนึ่ง ต่อมาบ้านก็ถูกเปลี่ยนมืออีกหลายครั้ง จนกระทั่งถึงทรงกลด ซึ่งมอบหมายให้นรวีร์เป็นตัวกลางจัดการทุกอย่างแทน

นรวีร์ส่งคนมาทำความสะอาดบ้านก่อนหน้านี้สองวัน พร้อมกับจัดหาเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้ให้เรียบร้อย เสียแต่ว่าที่นี่ไม่มีแม่บ้านหรือคนดูแลประจำ ดังนั้นเขาจึงต้องดูแลทุกอย่างในบ้านเอง

“ไม่เข้าท่า”

ปานะชัยส่ายหน้าไม่สบอารมณ์กับสถานที่พัก บรรยากาศดีแต่เขาไม่ชอบ จากรูปที่กินรีถ่ายไว้หลายมุมตอนเดินทางมาดูบ้านครั้งแรก และได้ส่งภาพให้เพื่อนช่วยกันตัดสินใจ เขารู้สึกว่าบ้านดูจะเก่าและโทรมกว่านี้มาก อาจเป็นมุมกล้อง หรือว่าเขาอุปทานไปเอง..

“ยัยขิมก็ประสาท จะเขียนนิยายผีกลัวผีได้ไงวะ”

หนุ่มนักเขียนยังคงบ่นพึมพำ พลางเดินไปรอบๆ ห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์หลักเพียงไม่กี่ชิ้น เตียงนอนแบบเดี่ยวมีพนักพิงตั้งอยู่ชิดฝาผนัง ปลายเตียงเป็นตู้เสื้อผ้ารูปทรงโบราณขนาดกลางใช้คนเดียว มีกระจกเต็มตัวติดด้านนอกของบานตู้ ข้างหน้าต่างตั้งโต๊ะเขียนหนังสือหรือจะใช้วางของจุกจิกได้ เป็นการจัดห้องแบบง่ายๆ เพราะห้องมีเนื้อที่จำกัดไม่ได้มีมุมให้จัดได้สวยงามมากนัก

“กูจะทำงานได้ไงวะ มองหามุมผีโผล่ไม่เจอ”

ปานะชัยเดินมากระแทกตัวนั่งลงตรงปลายเตียง คิดต่อไปอีกว่าการที่เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงในงานเขียนนั้น ส่วนหนึ่งเพราะเขาให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศในการเขียนให้สมจริง หลายครั้งที่เขาสร้างโลกส่วนตัวด้วยการปิดประตูขังตัวเองอยู่ในห้องเงียบๆ คนเดียว ปิดไฟหมดทุกดวง อาศัยแสงเทียนวับแวมเป็นตัวช่วยสร้างฉากภพของผี ครั้งนี้อุตส่าห์เดินทางมาหาความแตกต่างแต่กลับต้องผิดหวัง

ปานะชัยยังคงนั่งอยู่ปลายเตียง มองเห็นตนเองหน้าตาบึ้งตึงอยู่ในกระจกบานยาว เขามองนิ่งอยู่สักเดี๋ยวก็เบ้ปาก เงาสะท้อนในกระจกเบ้ปากตาม ปานะชัยทำท่าถลึงตาใส่กระจกแล้วว่า

“เซ็งฉิบ”

เงาในกระจกขยับปากขึ้นลงตาม เขาทำท่าทางทำหน้าตาน่าเกลียดต่างๆ เพื่อระบายอารมณ์ขุ่นมัว

อาหารมื้อแรกที่บ้านสวนเป็นไปอย่างเงียบเหงา ปานะชัยนั่งรับประทานอาหารง่ายๆ อยู่ตรงระเบียงหน้าบ้าน เป็นกับข้าวที่แวะซื้อระหว่างการเดินทาง ถึงเวลามื้อเย็นก็นำมาแกะจากถุงนำมาอุ่นเตาแก๊สให้ร้อน แล้วนำมาจัดใส่จานส่งกลิ่นหอมฉุยน่าทาน หลังจากอิ่มและเก็บล้างจานเสร็จแล้วนักเขียนหนุ่มจึงมานั่งเล่นตรงศาลารับลมข้างบ้าน

“เออ ตรงนี้สบายดีเหมือนกัน”

ปานะชัยทำท่ายืนบิดตัวพลางสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ นั่งเล่นพลางสูบบุหรี่สมองคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนฟ้ามืดสนิทจึงขึ้นบ้านเข้าห้องพัก แต่ไม่ได้นอน เขานั่งทำงานอยู่พักใหญ่จนดึกค่อนคืนไปแล้วไฟในบ้านจึงได้ดับลง คืนนั้นผ่านไปอย่างสงบราบเรียบ

..ทิ้งเงา..

 

วันที่สอง ในช่วงเวลากลางวันปานะชัยเก็บตัวอยู่แต่ในห้องพัก ปิดประตูทำงานเงียบจมอยู่ในจินตนาการกับตัวอักษร เขานั่งอยู่ปลายเตียง ถ่ายทอดความคิดลงสู่กระดาษ เขายังไม่ได้พิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่จะเขียนก่อนแล้วค่อยนำไปพิมพ์เก็บข้อมูลอีกทีหนึ่ง

“ตกดึก..พระจันทร์ดวงโตลอยขึ้นสูง บรรยากาศสงัดเงียบ ทองเทพถอนหายใจเบาๆ พลางพลิกตัวขึ้นนอนหงายพยายามเบิกตาที่หนักอึ้ง ในภวังค์อันง่วงงุนเขาได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กอยู่ตรงหัวเตียง

เสียงเด็กที่ไหน..ทองเทพถามอยู่ในใจ เสียงนั้นเงียบหายไปชั่วครู่ แล้วกลับดังขึ้นใหม่ คราวนี้มันดังมาจากทางปลายเตียง เป็นเสียงหัวเราะต่อกระซิกของเด็กสองคน ชายหนุ่มเงี่ยหูฟังพยายามเบิกตามอง

เด็กที่ไหนวะเข้ามาเล่นในห้อง..เขานึกฉงนปนฉุนเฉียว ภาพมัวๆ ที่เห็นเป็นร่างผอมของเด็กผู้ชายสองคน หน้าตาจะเป็นอย่างไรเขาเห็นไม่ถนัดนัก

“เอาเลย ฆ่ามันเลย”

เสียงเด็กผู้ชายคนที่ยืนอยู่ทางซ้ายดังขึ้น ในมือมีมีดปลายแหลมคมปลาบ

“ฆ่ามัน มัวรออะไรอยู่ล่ะ แทงสิ แทงเลย ฆ่ามันซะ ฮ่าๆ ๆ ”

ทองเทพลืมตาโพลง ร่างทั้งร่างกระตุกพรวดตาเหลือกลานเมื่อคมมีด กระแทกลงมาตรงกลางอก ไม่มีโอกาสแม้แต่จะแผดเสียงร้องเจ็บปวด

ทุกอย่างมืดมิด..!

เอาล่ะ พอแค่นี้ก่อน ปานะชัยวางปากกาลง ขยับแว่นเล็กน้อยก่อนกราดสายตาอ่านทบทวนสิ่งที่เขียนลงในกระดาษสีขาว เมื่ออ่านจบรอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า เขาเงยหน้าขึ้นสบตาตนเองในกระจก เขาเป็นนักเขียนมือหนึ่งของสำนักพิมพ์นิยายบ้านผี ผลงานของเขาจะต้องโดดเด่นติดอันดับขายดีบนแผงหนังสืออย่างแน่นอน

ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นเปิดประตูเดินออกจากห้อง หาอะไรใส่ท้องเพิ่มพลังให้อิ่มไว้ก่อน แล้วพักผ่อนสักนิดก่อนเริ่มทำงานต่อ ปานะชัยคิด

ประตูห้องพักปิดลง กระจกเงาบานยาวหน้าตู้เสื้อผ้าแทนที่จะว่างเปล่าอย่างที่ควรจะเป็น ทว่า..มันกลับปรากฎเงาของหนุ่มนักเขียนกำลังนั่งก้มหน้าทำงานอยู่ตรงปลายเตียง สีหน้าชายหนุ่มในกระจกแสยะน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก!

ตีสาม ปานะชัยยังคงนั่งคร่ำเคร่งอยู่กับการเขียนนิยาย เขานั่งเขียนอย่างนี้มาตั้งแต่ตอนบ่ายจนถึงตีสามยังไม่สามารถหยุดได้ มือของเขาสั่นระริกเส้นเลือดปูดโปนแต่นิ้วยังคงเกร็งจับปากกาไว้แน่น ลากตัวอักษรแทบอ่านไม่เป็นภาษาปราดๆ ลงบนหน้ากระดาษ หากดวงตาไม่ได้เพ่งอยู่บนกระดาษแต่กลับจ้องค้างอยู่ที่เงาในกระจกเงาราวกับถูกตรึงทำให้ไม่อาจละสายตาไปทางอื่นได้

ปานะชัยที่อยู่ในกระจกแตกต่างไปจากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้ากระจก จนแม้แต่เจ้าตัวก็รู้สึกได้อย่างตระหนกหวั่นกลัว ใบหน้าที่มองตอบออกมามีแต่ริ้วรอยยับย่นราวกับอายุสักร้อยปี ดวงตาหลังเลนส์แว่นกระด้างไร้แวว ริมฝีปากแบะเหยียดหยันเห็นฝันดำทั้งปาก

“ช่วยด้วย ผีหลอก! ผีกระจกหลอก! ”

ปานะชัยตะโกนก้อง แต่เสียงที่เล็ดรอดออกมา มีเพียงเสียงครางฮือๆ แหบพร่าสั่นเครือ

เช้าตรู่..นักเขียนหนุ่มตื่นจากภวังค์นรก พอรู้สึกตัวเต็มที่เขาก็กระโจนพรวดลนลานเก็บข้าวของทั้งหมดใส่กระเป๋ารีบขับรถห้อตะบึงออกจากบ้านสวนอย่างรีบร้อน คิดแต่ว่าจะต้องรีบไปให้พ้นจากบ้านบ้าๆ นี้ให้เร็วที่สุด

จนกระทั่งถึงกรุงเทพ รถมาจอดสนิทอยู่ตรงหน้าร้านเฟอร์นิเจอร์นรวีร์ แอนทีค ปานะชัยยังคงนั่งงงอยู่ว่าเขามาถึงตรงนี้ได้อย่างไร

นักเขียนหนุ่มพยายามตั้งสติ เขาเข้าไปพบชายหนุ่มเจ้าของร้านที่ห้องทำงานส่วนตัว กล่าวขึ้นด้วยเสียงแหบสั่นว่า

“ผมเอากุญแจบ้านมาคืน”

นรวีร์เงยหน้าขึ้นจากเอกสารบนโต๊ะ

“คุณปานะชัยใช่ไหม”

ชายหนุ่มถามเสียงเรียบไม่มีท่าทางแปลกใจที่เห็นอีกฝ่ายแต่อย่างใด ทั้งที่อีกฝ่ายได้จ่ายเงินค่าเช่าบ้านไว้เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ แต่ปานะชัยกลับมาก่อนกำหนดถึงห้าวัน

ปานะชัยพูดไม่ออก หน้าตาซีดเซียวอ่อนเพลีย ดวงตาลึกโหลขอบตาคล้ำจัดราวกับอดหลับอดนอนมาเป็นอาทิตย์ เขาอยากจะเอ่ยปากถามเจ้าของร้านถึงสิ่งที่เจอในห้องพัก แต่ดวงตาคมกล้าดุดันที่จ้องนิ่งอยู่ ทำให้ปานะชัยรู้สึกถึงอันตรายบางอย่าง เขาหุบปากสนิท ไม่กล้าจะโวยวายเอาเรื่องอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก จำต้องเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับโดยสิ้นเชิง ยิ่งกับเพื่อนนักเขียนสาวสองคนแล้วเขาจะไม่พูดให้เสียเชิงแน่นอน

ปานะชัยคืนกุญแจเสร็จก็เลื่อนบานประตูก้าวออกจากห้อง ปิดประตูแล้วกำลังก้าวขาเดิน พลันได้ยินเสียงห้าวพูดอยู่ใกล้ตัวว่า

“บางครั้ง..กระจกก็สามารถสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจหยาบกระด้าง หรือตัวตนที่แท้จริงของคนบางคนได้เป็นอย่างดี”

ปานะชัยเหลียวขวับไปรู้สึกฉุนโกรธขึ้นวูบหนึ่ง คิดว่าเจ้าของร้านเดินตามหลังมาแต่ปรากฎว่านรวีร์ยังคงนั่งอยู่ในห้องทำงาน ปานะชัยมองผ่านประตูกระจกเห็นฝ่ายนั้นกำลังหยิบเอกสารมาเปิดพลิกอ่าน พอเหลือบเห็นเขากำลังจ้องมองอยู่ก็เลิกคิ้วสงสัย ปานะชัยเลื่อนประตูเปิดออกโผล่หน้าเข้าไปถามว่า

“เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ”

“อะไรครับ”

“ที่บอกว่าเงาสะท้อนตัวตนอะไรนั่น หมายความว่ายังไง”

“เปล่านี่..ผมไม่ได้พูดอะไรเลย”

สีหน้าฉงนของเจ้าของร้านทำให้ปานะชัยถึงกับอึ้งไป

“หูแว่วหรือเปล่าคุณ หรือไม่ก็อาจจะเป็นคนงานพูดคุยกันละมัง”

เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของนรวีร์แน่ๆ แต่ที่ปานะชัยไม่แน่ใจคือในเมื่อตัวชายหนุ่มนั่งอยู่ในห้อง จึงเป็นไปไม่ได้ว่าเขาจะพูดทะลุผ่านประตูกระจกหนามาให้ได้ยินชัดเจนเหมือนยืนอยู่ใกล้ๆ

“อาจจะจริง ผมคงหูแว่วไปเอง”

ปานะชัยพึมพำเสียงแหบพลางปิดประตู ขณะเดินออกมาทางหน้าร้านเขากวาดสายตามองไปด้วย บรรยากาศด้านหน้ามองดูอึมครึ้มคล้ายฝนจะตก คนงานผู้ชายสองสามคนไม่มีท่าทีว่าจะสนใจเขา เพราะกำลังง่วนอยู่กับการเคลื่อนย้ายตู้ใบใหญ่ไปตั้งไว้ทางด้านหนึ่ง ซึ่งดูจากทิศทางแล้วถ้าจะมีใครพูดประโยคที่เขาได้ยินเมื่อครู่ คงต้องพูดเสียงดังมากพอที่จะให้เขาซึ่งยืนอยู่หน้าประตูด้านในได้ยิน เมื่อหาต้นเหตุแห่งเสียงไม่ได้เขาก็ได้แต่ยักไหล่ พยายามคิดว่าตนเองคงหูแว่วไปจริงๆ

ชายหนุ่มเดินมาจนเกือบถึงทางออกด้านหน้าร้าน ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะแปลกๆ ดังอยู่ใกล้ตัวมาก ประหนึ่งว่าเจ้าของเสียงยืนอยู่ข้างๆ นี่เอง เป็นเสียงหัวเราะแหบๆ คล้ายคนแก่ เขาเหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่กกราดสายตาหาต้นเสียงทันที

ทว่า..ไม่เห็นบุคคลอื่นอยู่แถวนั้นแม้แต่คนเดียว ตรงที่เขายืนอยู่เป็นลานโล่ง ถ้าจะมีคนเขาต้องมองเห็นแน่นอน ถึงตอนนี้จู่ๆ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกับมีคนมาเป่าลมหายใจรดอยู่ตรงแถวต้นคอ เขาสะดุ้งสุดตัวขนลุกเย็บวาบไปทั้งตัว ความคิดแว่บไปถึงเรื่อง “อะไร” ที่ติดอยู่กับวัตถุโบราณ คนเขียนนิยายอย่างเขายังเคยจับเรื่องทำนองนี้ไปเขียนเป็นหนังสือ ถึงตอนนี้กลับเจอเข้ากับตัวเองอย่างจัง

ปานะชัยรีบจ้ำอ้าวกลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่ตรงริมถนนห่างออกไปจากที่ตั้งของร้านเล็กน้อย จนขึ้นรถขับออกมาได้สักระยะจึงนึกขึ้นได้ว่าตอนอยู่ในร้านมองออกมาเห็นฟ้าพยับฝนมืดครึ้มไปหมด แต่พอก้าวพ้นชายคาสิ่งที่เห็นคือแสงแดดแผดจ้าท้องฟ้าโปร่งไม่มีวี่แววของเมฆฝนแม้แต่น้อย!

เขาเจอผีหลอกหรือยังไง..หลอกซ้ำหลอกซาก ตั้งแต่บ้านสวนจนถึงที่ร้านเฟอร์นิเจอร์!

ปานะชัยขับรถออกไปได้ไม่กี่นาที ร่างสูงใหญ่ของนรวีร์จึงสาวเท้าช้าๆ มาตรงหน้าร้าน รอยยิ้มปนสมเพชปรากฏบนใบหน้าเย็นชา

“คนเขียนเรื่องผีเจอผี..อยากได้ประสบการณ์เจอผีที่บ้านสวนอีกเมื่อไหร่บอกได้..จัดให้”

เสียงห้าวกล่าวลอยๆ มีเสียงหัวเราะสั่นเครือรับมาจากตู้เสื้อผ้าที่ตั้งอยู่ตรงมุมสุดด้านในของหน้าร้าน ตู้ใบนั้นมีรูปทรงโบราณด้านหน้าเป็นกระจกแบบเดียวกับที่ตั้งในห้องพักของบ้านสวนไม่ผิดเพี้ยน!!

 

 

 

แชร์นิยายที่คุณรัก


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ
อักษราลาติน (สุรตี)
(จำนวนผลงานนิยาย 1 เรื่อง 15 ตอน)

เรื่อง
ประเภทนิยาย
ตอน
จำนวนเข้าชม
อัพเดตล่าสุด
ประเภท :
นิยายแฟนตาซี/สยองขวัญ/วิทยาศาสตร์
ตอน :
2
เข้าชม :
1,202
อัพเดต :
02/05/2564

เพิ่มความคิดเห็น

ชื่อ

ยังไม่มีความคิดเห็น แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกสิ!

คุณสามารถให้กำลังใจนักเขียนโดย VIP ให้นักเขียนเพิ่ม

มอบ VIP ขั้นต่ำ 1 บาท หรือให้มากกว่าตามความสมัครใจ เพื่อเปิดอ่านตอนก่อนใคร 7 วัน

คำเตือน
  • การมอบสินน้ำใจ (VIP) นี้ไม่ได้หมายถึงการซื้อนิยาย แต่เป็นการมอบกำลังใจเท่านั้น
  • นักเขียนยังคงมีสิทธิ์ในการลงนิยายจนจบเรื่อง หรือไม่จบเรื่องก็ได้
  • เนื่องจากการลงจบเรื่องในบางครั้ง อาจมีผลต่อการพิจารณาต้นฉบับในการจัดพิมพ์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ อันเป็นรายได้หลัก รวมทั้งความจำเป็นอื่นๆ
  • และการมอบสินน้ำใจนี้ ไม่สามารถนำไปหักส่วนลดได้ หลังจากนักเขียนกดปิดเรื่อง ขายจบเรื่อง

เหรียญของฉัน : 0

รวมเรื่องสั้น เร้น..หลอก..หลอน

 

มนุษย์ทุกคนถือกำเนิด เติบโตขึ้นพร้อมกับมี
ความเชื่ออยู่ในตัวตน และในทุกความเชื่อ..
จะมีจินตนาการปนอยู่ด้วยเสมอ

หมายเหตุ..ขออภัยที่ต้องลบบางเรื่องออก

และขอฝากติดตาม ดาวน์โหลดเล่ม e-book

ได้ตาม link

รวมเรื่องสั้นต่างแนวต่างอารมณ์

https://www.naiin.com/product/detail/522111

 

 

 

 

โดย : อักษราลาติน (สุรตี)
จำนวน : 11 ตอน


0

เหรียญของฉัน : 0

รวมเรื่องสั้น เร้น..หลอก..หลอน

โดย : อักษราลาติน (สุรตี)