คุณมี 0 เหรียญ VIP

ชื่อนามปากกาสมาชิก :

หุ่นกระป๋อง

Report
Month View : 56
Over All : 248
Favorites : 0

ชื่อนามปากกาสมาชิก :

หุ่นกระป๋อง

Report
Month View : 56
Over All : 248
Favorites : 0

พริกแกงกับแตงไทย

บทที่ 5 ส้นหัก

นิยาย-เรื่องยาว : นิยายรักคอมเมดี้

        เจ็ดโมงเช้าอากาศสดใส เด็กชายวัยหกขวบสะพายกระเป๋านักเรียนออกมานั่งรอน้าสาวหน้าบ้านเพื่อไปโรงเรียน เด็กชายเห็นแมลงสาบเดินบนพื้น ด้วยวัยกำลังซนจึงเดินไปหยิบอาวุธบนชั้นวางรองเท้า

        "โป๊ก! .. ป๊อก! .. โป๊ก! ..."
 
        มือเล็ก ๆ จับรองเท้าส้นสูง หันด้านปลายแหลมเคาะลงไปกับพื้นตีแมลงสาบ แต่แมลงตัวดีวิ่งหนีด้วยความว่องไว เด็กชายวิ่งตามเอารองเท้าส้นเข็มสูงปรี้ดฟาดเข้ากับพื้นเสียอีกหลายครั้ง แต่ก็พลาดไม่โดนแมลงสาบสักครั้งเดียว
       
        "แก๊ปทำอะไรลูก" เสียงดังหน้าบ้านทำให้หญิงชราเดินออกมาดู
 
        "ตายล่ะ เอารองเท้าน้าพริกไปทำแบบนั้นได้ยังไงลูก "
 
        ผู้เป็นยายรีบเอารองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ดออกมาให้พ้นมือหลานชาย หากหญิงชราสังเกตสักหน่อยจะพบรอยแคร็กหรือรอยแตกบริเวณกลางส้นรองเท้าจากแรงกระแทกเมื่อกี้
 
        “ซนจริง ดูสิมือจับรองเท้าสกปรกหมดแล้ว อย่าเอามือไปเช็ดเสื้อนักเรียนนะ” ผู้เป็นยายไล่หลานชายไปล้างมือในห้องน้ำ
 
        "แก๊ป น้าจะไปแล้วนะจ๊ะ " พริกแกงแต่งตัวสวยออกมาเรียกหลานรัก สายตามองหารองเท้าบนชั้นวาง
 
        "แม่คะ เห็นรองเท้าสีขาวหนูมั้ยคะ"
 
        "คู่นี้หรือเปล่าลูก" มารดาชูรองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ดที่เมื่อครู่หลานชายตัวแสบเอาไปฟาดแมลงสาบ
 
        "ใช่ค่ะ" หญิงสาวเดินไปรับรองเท้าจากมารดามาสวม
 
        "ใส่แบบนี้ไม่กลัวหกล้มหรือไงพริก" มารดาเป็นห่วง
 
        "ไม่หรอกค่ะ วันนี้พริกต้องไปคุยงานกับลูกค้าค่ะ เลยต้องดูดีหน่อย"
 
        “แก๊ปล้างมือเสร็จแล้วครับ” เด็กชายวิ่งออกมาจากบ้าน
 
        "ไปเจ้าแก๊ป เดี๋ยวน้าไปทำงานสาย" ร่างบางก้มลงสะพายกระเป๋านักเรียนให้หลานชาย พาไปส่งโรงเรียนก่อนเดินทางไปทำงาน
 
        สิบโมงเช้า ณ ห้องประชุมบริษัท แอรี่อีเวนต์
 
        ทีมงานและผู้เกี่ยวข้องทุกคนถูกเรียกประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในงานสำคัญที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ อีเวนต์ 'งานวันเด็ก' ของบริษัท 'แป้งเสือน้อย'
 
        "อย่าลืมนะพัช ช่วยย้ำพิธีกรให้พยายาม Tie-in สินค้าไว้ในการเล่นเกมต่าง ๆ ด้วย แต่อย่าโจ่งแจ้งนักเดี๋ยวคนดูจะเบื่อ" พี่เบิ้มย้ำกับพัชรีผู้ประสานงานโครงการ (Tie-in คือการแฝงโฆษณาสินค้า)
 
        “แล้วน้องลู้กี้ล่ะ”
 
        "น้องลูกี้คอนเฟิร์มแล้วค่ะ ว่าจะมาถึงงานเวลาบ่ายโมงตรงแน่นอน" พิมสิรี ประชาสัมพันธ์สาวยืนยันกำหนดการของอินฟลูเอนเซอร์เด็กขวัญใจประชาชนโลกโซเชียลที่จะมาเป็นแขกรับเชิญในงาน
 
        "ดูเหมือนทุกอย่างจะเรียบร้อยแล้วล่ะนะ..."
 
        พี่เบิ้มหน้าโหดหัวหน้าทีมงานในครั้งนี้สรุป ก่อนหันไปหาน้องใหม่ทั้งสอง
 
        "ไทกับพริก หลังไปติดต่อรายละเอียดงานโอทอปที่กระทรวงแล้ว ช่วยไปเช็กสถานที่จัดงานวันเด็กพรุ่งนี้ให้อีกทีนะ ดูว่าขาดเหลืออะไรอีกไหม" คนตัวใหญ่สั่งงาน
 
        "ครับ / ค่ะ" ทั้งคู่รับคำ แต่มีคนหนึ่งบ่นในใจ...
 
        'ไปคนเดียวได้ไหม ไม่อยากไปกับหมอนี่เลย... '
 
        ที่จริงวันนี้เธอต้องออกไปคุยงานโอทอปที่กระทรวงกับพี่เบิ้ม แต่พี่หน้าโฉดเกิดติดธุระด่วนเลยมอบหมายให้ 'คู่แข่งตัวร้าย' ไปกับเธอแทน พริกแกงแก้มป่อง ไทศกรลอบมองอาการยัยตัวแสบอย่างขบขัน
 
        "ดีใจมากเลยหรือที่ผมไปด้วยน่ะ ยิ้มแก้มป่องเชียว... " พูดเสียงเบาพอให้เธอกับเขาได้ยิน
 
        หญิงสาวหันมากระตุกยิ้มหวานให้ แต่เสียงไม่ไปกับใบหน้า
 
        "ผิดหวังมากเลยต่างหากล่ะ" เธอตอบ พ่นลมออกทางปากเบา ๆ เอ่ยพึมพำ
 
        "ไปกับคนบ้า"
 
        เสียงยัยตัวแสบเบาก็จริงแต่ก็ได้ยินเต็มสองหูนายไท ชายหนุ่มอึ้งถึงขั้นเถียงไม่ออก อากัปกิริยาคนทั้งคู่อยู่ในสายตาหัวหน้าประชาสัมพันธ์สาวที่นั่งฝั่งตรงข้าม
 
        พิมสิรีมองพิศนภาสลับกับไทศกร...เธอยกมือขึ้นด้วยรอยยิ้มและเสียงอ่อนโยนตามสไตล์
 
        "พิมไปด้วยนะคะ เผื่อจะช่วยอะไรไทกับพริกได้บ้าง" ข้อเสนอของเธอทำให้คนในห้องประชุมทึ่ง
 
        "ผมชอบคุณพิมก็ตรงนี้แหละครับ เป็นคนมีน้ำใจ" เอกวิทย์ชม คนอื่น ๆ ในห้องประชุมมองเธอด้วยแววตาชื่นชมเช่นเดียวกัน
 
        "อย่าลำบากเลยค่า ‘คุณพิมอารี’ น้องเขาทำงานกันได้ อีกอย่างงานคุณกับงานเขามันคนละส่วนกัน"
 
        ยิปซีสาวรั้งตำแหน่ง Event's manager แปลงชื่อให้พร้อมยิ้มท้าทาย คนอื่นในห้องประชุมมัวแต่หัวเราะกับ 'ฉายาพิมอารี' จึงไม่ทันสังเกตสงครามเย็นที่มีสายฟ้าปะทุระหว่างคนทั้งสอง
 
        "พี่เห็นด้วยกับแป้งนะ งานนี้แค่ไทกับพริกก็พอแล้ว" พี่เบิ้มหัวหน้างานสรุป คนเสนอตัวจึงหมดสิทธิ์คัดค้าน
 
        เลิกประชุมพนักงานต่างเดินออกจากห้อง พิมสิรีมองคล้อยหลังชายหนุ่มน้องใหม่ที่อยากจะรู้จักให้มากกว่านี้ การที่เสนอตัวไปด้วยแค่อยากทำให้เขารู้สึกประทับใจ และหาโอกาสพูดคุยให้มากขึ้นเท่านั้นเอง แต่เจอเจ๊พาวเดอร์ขัดซะได้! ไม่เป็นไร มองในแง่ดีอย่างน้อยคนส่วนใหญ่ในห้องประชุมก็มองเธอในสายตาที่ดีมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมงาน อย่างน้อยก็ได้กำไรในภาพลักษณ์บ้างล่ะ!
 
        พิศนภาและไทศกรไปติดต่องานตามคำสั่งของหัวหน้า หลังจบการประชุมในรายละเอียดงานอีเวนต์ ‘มหกรรมสินค้าโอทอป’ ซึ่งมีกำหนดการจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า ทั้งสองจึงลงจากตึกเพื่อเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าชื่อดังกลางเมือง เพื่อตรวจความพร้อมของสถานที่ใช้จัดงานวันเด็กในวันพรุ่งนี้
 
        ไทศกรมองยัยตัวแสบขณะเดินออกจากอาคารด้วยกัน
 
        ‘วันนี้แม่นี่ดูดีแฮะ ใส่รองเท้าสูงปรี๊ดเชียว’
 
        ฉงนใจไม่น้อยว่าทำไมผู้หญิงต้องทรมานตัวเองแทนที่จะเดินสบาย ๆ เต็มฝ่าเท้า กลับยอมให้น้ำหนักตัวลงแค่ด้านหน้าและส้นเท้าเท่านั้น
 
        "เมื่อยไหมคุณ"
 
        "ก็ลองคิดสิคะว่าใส่รองเท้าแบบนี้เดินแล้วมันเมื่อยไหม"
 
        ชายหนุ่มพินิจดูรองเท้าส้นสูงสีขาวที่เธอใส่
 
        "เมื่อย.. ถ้าผมต้องใส่รองเท้าแบบคุณ ผมยอมเดินเท้าเปล่าดีกว่า" ชายหนุ่มวิจารณ์
 
        "น่าสงสาร ทรมานตัวเองแท้ ๆ " เสียงกวนลอยมากระทบโสตประสาท พิศนภายักไหล่ทำเป็นไม่สนใจเสียงนกเสียงกานั้น
 
        ชายหนุ่มยังตอแยต่อไป
 
        "ถามหน่อยสิ ใส่รองเท้าแบบนี้มันดีตรงไหน ยอมเมื่อยเพียงเพื่อเพิ่มความสูงแค่นั้นหรือ"
 
        เมื่อเขาสงสัย พริกแกงเลยเลคเชอร์วิชาส่งเสริมความงามของผู้หญิงให้ฟัง
 
        "ไม่ใช่แค่ทำให้ดูสูงขึ้น แต่รองเท้าแบบนี้ใส่แล้วจะดูเพรียวขึ้น มันจะทำให้เดินหลังตรง"
 
        "เหตุผลแค่นั้น!? "
 
        "เวลาใส่รองเท้าส้นสูงเดินมันจะดูดี พูดง่าย ๆ ส้นมันบังคับให้เดินได้สวยขึ้นอ่ะนะ"
 
        "แปลว่าเดิมทีคุณเดินได้ขี้เหร่ล่ะสิ เลยต้องเสริมกันถึงขนาดนี้"
 
        "นาย! " หญิงสาวเอาแฟ้มเอกสารในมือฟาดไปที่ไหล่คนปากดี แม้ไม่แรงแต่ก็ไม่เบา ทำเอาคนถูกตีต้องคล้ำไหล่ป้อย ๆ
 
        "ยัยส้นสูงซาดิสถ์" ชายหนุ่มบ่น
 
        พริกแกงค้อนให้ ใบหน้าหวานเชิดขึ้นมองเขาอย่างท้าทาย
 
        "ถ้านายยังไม่หยุดก่อกวนฉันล่ะก็..." สีหน้าหญิงสาวเอาจริงจนคนก่อกวนเองก็ชักกลัว
 
        "บางทีส้นรองเท้าที่นายถามหา มันจะลอยไปอยู่บนหน้านายก็เป็นได้"
 
        ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเฮือก รีบสงบปากสงบคำทันที
 
        หลังออกจากตัวอาคารไปขึ้นรถที่ถนนใหญ่ด้านหน้า พบว่าสภาพการจราจรอยู่ในภาวะวิกฤต รถติดยาวจนไม่เห็นท้ายแถว
 
        "ทำไมรถติดจัง ขามาถนนยังโล่ง ๆ อยู่เลย" พริกแกงบ่นก่อนจะได้รับคำตอบจากร้านขายส้มตำข้างทาง
 
        "ถนนข้างหน้ารถชนกันสี่คันรวด เห็นว่ามีรถบรรทุกแก๊สด้วย มันเลยทำให้รถติดแบบนี้ เห็นว่าบาดเจ็บ 2 ตาย 4 คนกระเด็นจากรถ......."
 
        แม่ค้าตำส้มตำเล่าให้ลูกค้าฟังด้วยความตื่นเต้นเสมือนว่าตนเองอยู่ในเหตุการณ์จริง
 
        "แบบนี้เราจะไปห้างฯ กันยังไงคะ"
 
        "คงต้องข้ามสะพานลอยไปขึ้นรถที่ถนนฝั่งนู้น"
 
        ชายหนุ่มมองไปที่ถนนอีกฝั่งซึ่งไม่มีปัญหาการจราจรติดขัด โชคดีที่คราวนี้พี่เบิ้มไม่ได้ให้เขาขี่จักรยานมาติดต่องานเหมือนคราวที่แล้ว แต่ให้เขานั่งแท๊กซี่แล้วเอาค่ารถไปเบิกกับบริษัทฯ แทน ทั้งคู่เดินไปขึ้นสะพานลอยข้ามสี่แยก
 
        "ร้อนแฮะ" ชายหนุ่มเงยหน้ามองพระอาทิตย์ อากาศเมืองไทยไม่เคยปรานี แม้เป็นเวลาบ่ายสองแล้วแดดยังแรง ทันใดนั้นร่มพกสีชมพูลายคิตตี้ถูกดึงออกมากาง หญิงสาวเฉิดฉายภายใต้ร่ม เดินนำไปไม่รอเขาเลยด้วยซ้ำ
 
        "ขี้โกง เย็นคนเดียว" ชายหนุ่มว่า เดินตามขึ้นมา
 
        "นายจะเอาร่มไปถือมั้ยล่ะ ฉันให้ก็ได้" พริกแกงนึกภาพชายหนุ่มถือร่มคิตตี้สีชมพูแล้วฮาพิลึก ไทศกรก็คิดแบบเดียวกัน
 
        "นายใช้นี่บังแดดเวลาเดินละกัน" เธอยื่นแฟ้มพลาสติกในมือให้ ไทศกรมองหญิงสาวแทบไม่เชื่อสายตา ร่วมงานกันมา นี่เป็นไมตรีแรกที่ยัยตัวแสบหยิบยื่นให้
 
        "ยิ้มอะไรคะ" พริกแกงหน้าแดง ไม่รู้เพราะความร้อนของอากาศหรือเพราะสายตาคนข้างตัวที่จ้องมา
 
        "คิดไม่ถึงว่าคุณจะใจดีกับผม"
 
        "ให้ทานในวันพระค่ะ" คำตอบทำเอาคนรับทานสะอึก ..'หนอย ยัยตัวแสบ'..
 
        แววตาขี้เล่นแกล้งจ้องลึกเข้าไปนัยน์ตาเธอด้วยสายตาแอบหื่น
 
        "จะให้ทานผมมากกว่านี้ก็ได้นะ ของฟรีผมชอบครับ" ใบหน้าคมยักคิ้วให้กวน ๆ
 
        "คนบ้า! " พริกแกงรีบเดินนำขึ้นไป ไทศกรถือแฟ้มบังแดดหัวเราะเดินตามหลัง
 
        เขาเดินตามไปไม่ทันไรก็ต้องชะงักเมื่อคนข้างหน้าสะดุดล้ม!
 
        เสียงร้องเบา ๆ พร้อมกระเป๋าถือและร่มคิตตี้สีชมพูกระเด็นหลุดมือ
 
        ไทศกรตกใจรีบเข้าไปดูอาการยัยตัวแสบ ดีที่วันนี้เธอใส่กระโปรงยาวคลุมเข่าเมื่อล้มจึงไม่โป๊
 
        "คุณเป็นอะไรหรือเปล่า!? " ชายหนุ่มถาม เมื่อเห็นสาเหตุการหกล้มแล้วต้องกลั้นหัวเราะ
 
        รถเท้าส้นสูงที่แม่ตัวดีภูมิใจหนักหนาบัดนี้ ส้นติดร่องสะพาน!
 
        "หยุดหัวเราะเลยนะ! " เธอวีนให้
 
        ชายหนุ่มอมยิ้ม มองร่องเล็ก ๆ บนพื้นปูนซึ่งเป็นรอยเชื่อมระหว่างพื้นสะพานลอย ‘เดินยังไง ส้นรองเท้าถึงลงไปติดได้’  พริกแกงพยายามดึงส้นรองเท้าที่ติดลงไปในร่องสะพานปูน คนที่เดินสวนไปมาหันมองเธออย่างสนใจ อายก็อาย... ยิ่งนายไทตัวร้ายยิ่งแล้วใหญ่ หัวเราะซ้ำเติมกันอีกด้วย!
        'ทำไมมันดึงไม่ออก'
 
        หญิงสาวพยายามดึง แต่ส้นรองเท้าติดอยู่ในร่องปูน เธอจึงต้องออกแรงกระชากขึ้นมาแล้วต้องตกใจ เมื่อพบว่าดึงรองเท้าออกมาได้แล้ว แต่ส้นรองเท้าไม่ได้ตามขึ้นมาด้วย
 
        ไทศกรเริ่มเห็นเค้าลางมรณะของการเดินทางวันนี้แล้ว รีบเอามืออุดหู เจ๊พริกวีนแน่! แต่ผิดคาด... ยัยตัวแสบรับสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นด้วยความสงบ เธอถอดรองเท้าส้นสูงอีกข้างซึ่งไม่ได้ตกร่องพยายามหักส้นออก ออกแรงหักอยู่สักพักทำเสียงจุ๊กจิ๊กไม่สบอารมณ์ เพราะสั้นเข็มสูงปรี้ดเจ้ากรรมมันหักไม่ออก เธอมองมาที่เขา
        "นายเป็นผู้ชาย แรงเยอะกว่าอยู่แล้ว ช่วยหักส้นรองเท้าให้หน่อยสิ"
 
        ชายหนุ่มอึ้ง กลายเป็นว่าเขาต้องช่วยหักส้นรองเท้าให้เธอ เกิดมาเพิ่งเคยหักส้นรองเท้าให้ผู้หญิงก็วันนี้
 
        "เร็ว ๆ สิ ร้อนเท้า " พื้นคอนกรีตยามกลางวันรับแสงแดดเต็มที่
 
        ชายหนุ่มออกแรงหัก แต่ฐานส้นที่ตอกติดกับพื้นรองเท้ามันยึดด้วยกาวอะไรทำไมถึงดึงไม่ออก
 
        "ออกแรงหน่อยสิคุณ ผู้ชายรึเปล่าเนี่ย" เธอว่าให้ เขาเลยออกแรงเต็มที่โดยไม่ทันสังเกตบริเวณตรงกลางส้นรองเท้าที่มีรอยแตกนิด ๆ ซึ่งเป็นผลจากเด็กชายแก๊ปเอารองเท้าน้าสาวไปฟาดพื้นไล่ตีแมลงสาบเมื่อเช้า
 
        "ป๊อก! "
 
        'งานเข้าแล้วตรู ' ไทศกรหน้าซีด
 
        "อร้ายย! " พริกแกงช็อก หลักฐานคามือชายหนุ่ม
 
        "ฉันให้นายช่วยหักส้นรองเท้า ไม่ใช่ให้นายทำส้นรองเท้าฉันหักคาแบบนี้! "
 
        เธอมองสภาพรองเท้าอีกข้างที่ส้นหักครึ่งอย่างหงุดหงิด ถ้าหักหมดก็ยังพอเดินได้ แต่หักคาแบบนี้จะเดินยังไง หญิงสาวแย่งรองเท้าคืนมา มือเรียวพยายามหักส้นส่วนที่ติดกับพื้นรองเท้าออก แต่ไม่สำเร็จ
 
        "ทำไงดี"
 
        "ถอดรองเท้าเดิน" ชายหนุ่มออกความเห็น
 
        "บ้า! นายคิดว่าพื้นสะพานลอยนี้เป็นพื้นพรมหรือไง" เธอประชด นายไทเกาหัวแกรก
 
        "เพราะนายแท้ๆ เลย " นั่น..โทษเขาอีก ส้นหักเพราะหกล้มเองน่ะไม่ว่า พอเขาทำหักด่าใหญ่เลยนะ
 
        พิศนภามองรองเท้าคู่สวยที่บัดนี้เสียสภาพไปแล้วอย่างนึกเสียดาย แถมต้องมาลำบากแบบนี้อีก
 
        ไทศกรหาทางออก มองลงไปด้านล่างเห็นมีซูเปอร์มาเก็ตเล็ก ๆ ตั้งอยู่ไม่ไกล คงพอมีรองเท้าแตะขายบ้าง
 
        "คุณรออยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวผมวิ่งลงไปซื้อรองเท้าให้"
 
        "นายจะทิ้งฉันไว้กลางสะพานลอยหรือ!? "
 
        "ไม่ได้ทิ้ง...ผมจะลงไปซื้อรองเท้าให้คุณ เห็นเดินไม่ได้ไม่ใช่หรือ"
 
        "ไม่ใช่ว่าเดินไม่ได้ แค่เดินลำบาก" เธอแย้งเสียงอ่อย ไม่อยากถูกทิ้งกลางสะพานลอยในสภาพแบบนี้
 
        "งั้นคุณทนใส่รองเท้าส้นหักนี่ไปก่อน เขย่ง ๆ ไปจนกว่าถึงร้านค้าด้านล่างละกัน"
 
        ตอนช่วงลงบันไดสะพานลอย รองเท้าที่ไม่บาลานซ์ ส้นกุดข้าง ส้นหักข้าง ทำให้หญิงสาวสะดุดหัวทิ่มพื้นอีกครั้ง ดีที่ชายหนุ่มคว้าเอวเธอไว้ได้ทัน
 
        “ระวังหน่อยสิคุณ เอาอย่างนี้ ผมยอมเสียสละแขนข้างนึงให้คุณเกาะเวลาเดินแล้วกัน” 
       
        เสียสละ... ' นายสูงส่งมาจากไหนฮะ' สาวเจ้าฟังแล้วเคือง
 
        "ฉันไม่พึ่งนายหรอกย่ะ จับราวสะพานก็ได้"
 
       เธอเกาะราวสะพานลอย ค่อย ๆ เขย่งรองเท้าเดินไป ชายหนุ่มเดินตาม อยากรู้นัก ลงสะพานไปที่พื้นแล้วจะเก่งอย่างนี้ไหม ชายหนุ่มคิดขำๆ และเป็นไปตามคาดสุดท้ายยัยตัวแสบก็ต้องพึ่งเขาจนได้
 
        พริกแกงมองบนรองเท้าส้นสูงแสนสวยที่เธอตั้งใจใส่เพื่ออัพเกรดให้มีสง่าราศีในการเดิน ส่งเสริมให้ทุกก้าวย่างดูดีมั่นใจ บัดนี้ดันกลายเป็นโศกนาฏกรรมแห่งความงามที่เธอไม่อาจกล่าวออกมาเป็นคำบรรยายได้
 
        เซ็งเลย...และอะไรก็ไม่เท่าการที่เธอต้องคอยเดินเกาะแขน 'นายไทวายร้าย' นี่อีก
 
        ชายหนุ่มชะลอฝีเท้าเดินให้ช้าลงเพื่อที่เขาและเธอจะได้เดินไปพร้อมกัน ว่าไปก็น่าเห็นใจยัยพริกแห้ง เขาเลยคว้ากระเป๋าสะพายและแฟ้มเอกสารในมือเธอมาถือไว้เสียเอง
 
        "ฉันถือเองได้" พริกแกงแย่งกลับ แต่ไทศกรยกมือห้าม
 
        "ผมถือให้ คุณแค่เดินดี ๆ อย่าซุ่มซ่ามลงไปวัดพื้นแบบเมื่อกี้ก็พอ"
 
        เธอเถียงไม่ออก ได้แต่กล่าวขอบคุณเสียงอุบอิบ พลันสายตาเหลือบไปเห็นกระจกห้างร้านขายของริมถนน ภาพสะท้อนของเขาและเธอที่ปรากฏทำเอาหญิงสาวหน้าแดงรีบหันไปทางอื่นทันที
 
        ซูเปอร์มาเก็ตขนาดเล็กอยู่ห่างจากสะพานลอยไปประมาณสองร้อยเมตร ถือว่าไม่ไกล แต่สิ่งที่หงุดหงิดใจคือทางเท้าที่ไม่ราบเรียบเพราะมีการขุดซ่อมท่อประปาทำให้เธอเดินลำบากยิ่งขึ้นและอะไรก็ไม่เท่ากับการที่ต้องเดินผ่านป้ายรถเมล์ที่มีคนจำนวนมากรอรถโดยสารอยู่  สายตาหลายคู่มองพวกเขายิ้ม ๆ ด้วยสายตาที่ทำเอาหญิงสาวใบหน้าร้อนผ่าว ส่วนไทศกรนั้น พิศนภาไม่แน่ใจว่าเขาแกล้งทำเป็นรู้หรืออาจเป็นประเภทความรู้สึกช้า ถึงเดินได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาสายตารอบข้างได้ถึงขนาดนี้  เมื่อเริ่มรู้สึกเคาะเขิน เธอเลยปล่อยมือที่เกาะแขนชายหนุ่ม
 
        "ฉันจะเดินเอง" แต่เดินไปได้ไม่ถึงห้าก้าวก็สะดุด คนข้างตัวคว้าแขนเธอไว้ได้ก่อนที่หน้าจะคะมำลงไป หญิงสาวอาย ยิ่งเห็นแววตาเยาะเย้ยของหมอนี่ยิ่งเจ็บใจ
 
        "คนเก่งคร๊าบ" เขาแกล้งลากเสียง พริกแกงขายค้อนให้
 
        "ผมรู้ว่าคุณรังเกียจที่จะรับการช่วยเหลือจากผม แต่ขอเถอะ งดเล่นแง่ชั่วคราว ผมอายเขา"
 
 
        พริกแกงนั่งลงที่โต๊ะในร้านกาแฟหน้าซุปเปอร์มาเก็ต รู้สึกถึงสวรรค์บนดินจริง ๆ เมื่อได้ถอดรองเท้าเจ้ากรรมนั้นออกไป
 
        "คุณใส่รองเท้าเบอร์อะไร? " ไทศกรถาม
 
        "สามสิบห้า"
 
        "สามสิบห้าแน่นะ" ชายหนุ่มย้ำกันผิดพลาด วันนี้เขาเหนื่อยกับยัยพริกแห้งมากกว่าเหนื่อยเรื่องติดต่องานซะอีก แถมยังต้องไปปฏิบัติภารกิจเดินหารองเท้าให้เธออีกด้วย ระหว่างนั่งรอรองเท้าคู่ใหม่ พริกแกงเลยถือโอกาสสั่งกาแฟ
 
        “คาปูชิโน่เย็นค่ะ” เด็กเสิร์ฟแจ้งพร้อมยื่นแก้วกาแฟให้ พริกแกงขอเมนูมาดู กะจะเลี้ยงเครื่องดื่มคนไปเดินหาซื้อรองเท้าให้เธอ
 
        “รับอะไรเพิ่มดีคะ” สาวเสิร์ฟถาม หลังลูกค้ามองเมนูอยู่นาน
 
        คิ้วสวยขมวดมุ่นครุ่นคิด...
 
        สั่งอะไรให้ดี ตอนกินข้าวด้วยกันคราวก่อนเห็นเขากินข้าวมันไก่ใส่ซีอิ๊วดำ เหมือนหมอนี่จะชอบกินอะไรแบบเด็ก ๆ พลันสายตาเหลือบไปเห็นรายการเมนู ‘เครื่องดื่มคุณหนู’ รอยยิ้มชั่วร้ายถูกจุดขึ้นที่ริมฝีปาก
 
        “เอาอันนี้ค่ะ” เธอชี้ไปที่ภาพ พนักงานรับรายการไป
 
        สักพักใหญ่ ชายหนุ่มเดินกลับมาพร้อมถุงกระดาษในมือยื่นให้เธอ ข้างในถุงเป็นรองเท้าแตะแบบผู้หญิงซึ่งดูดีทีเดียว ว่าไปหมอนี่ก็เข้าใจเลือกเหมือนกันแฮะ ตอนแรกนึกว่าจะไปซื้อรองเท้าแตะฟองน้ำมาให้ใส่ซะอีก
 
        “ขอบคุณนะคะที่ไปซื้อรองเท้าให้” เธอขอบคุณเขา ทำเอาคนวิ่งวุ่นค่อยหายเหนื่อยหน่อย
 
        ตอนนั้นเองพนักงานนำเครื่องดื่มที่พริกแกงสั่งไว้มาเสิร์ฟ สาวเสิร์ฟมองชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ ก่อนเดินจากไป
 
        “เพื่อเป็นการตอบแทน ฉันขอเลี้ยงน้ำนายแล้วกันนะ”
 
        มือเรียวเลื่อนแก้วเครื่องดื่มให้ ไทศกรอึ้งเมื่อเห็นเครื่องดื่มที่ยัยตัวแสบเลี้ยงเขาว่าเป็นอะไร
 
        ..นมเย็นสีชมพู..
 
        ส่วนยัยพริกแห้งกินกาแฟคาปูชิโน่
 
        "ทำไมของผมเป็นนมเย็น แต่ของคุณเป็นกาแฟล่ะ" ชายหนุ่มโวย
 
        "อ้าว.. ก็เห็นชอบอะไรแบบเด็ก ๆ นี่คะ " เธอเถียง
 
        "เด็กยังไงครับ? "
 
        "ก็เห็นกินข้าวมันไก่ใส่ซีอิ๊วหวานเหมือนเด็ก แถมใช้แป้งเด็กอีกต่างหาก"
 
        "คุณรู้ได้ยังไงว่าผมใช้แป้งเด็ก" ชายหนุ่มตกใจ น้อยคนที่จะรู้ความลับนี้เพราะเขาไม่เคยบอกใคร
 
        "ก็แป้งมันกลิ่นเดียวกันกับที่หลานชายหกขวบฉันใช้เลยน่ะสิ"
 
        เธอจำได้แม่น ตอนยืนใกล้กันบนลิฟต์ในวันที่ไปทำงานวันแรก หมอนี่มีกลิ่นแป้งเหมือนเจ้าแก๊ปเลย
 
        ชายหนุ่มหน้าแดง แต่หน้าหวาน ๆ ของหญิงสาวกลับแดงยิ่งกว่าเมื่อเขาย้อนถาม
 
        “คุณดมกลิ่นแป้งผมหรือ”
 
-------------------------------------------------------------------------------------

แชร์นิยายที่คุณรัก


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ
หุ่นกระป๋อง
(จำนวนผลงานนิยาย 0 เรื่อง 0 ตอน)

เรื่อง
ประเภทนิยาย
ตอน
จำนวนเข้าชม
อัพเดตล่าสุด

เพิ่มความคิดเห็น

ชื่อ

ยังไม่มีความคิดเห็น แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกสิ!

คุณสามารถให้กำลังใจนักเขียนโดย VIP ให้นักเขียนเพิ่ม

มอบ VIP ขั้นต่ำ 1 บาท หรือให้มากกว่าตามความสมัครใจ เพื่อเปิดอ่านตอนก่อนใคร 7 วัน

คำเตือน
  • การมอบสินน้ำใจ (VIP) นี้ไม่ได้หมายถึงการซื้อนิยาย แต่เป็นการมอบกำลังใจเท่านั้น
  • นักเขียนยังคงมีสิทธิ์ในการลงนิยายจนจบเรื่อง หรือไม่จบเรื่องก็ได้
  • เนื่องจากการลงจบเรื่องในบางครั้ง อาจมีผลต่อการพิจารณาต้นฉบับในการจัดพิมพ์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ อันเป็นรายได้หลัก รวมทั้งความจำเป็นอื่นๆ
  • และการมอบสินน้ำใจนี้ ไม่สามารถนำไปหักส่วนลดได้ หลังจากนักเขียนกดปิดเรื่อง ขายจบเรื่อง

เหรียญของฉัน : 0

พริกแกงกับแตงไทย

        “ฝ่ายเจ้าสาวคนสวยรู้จักเจ้าบ่าวได้ยังไงครับ”

        “เผอิญเขาเดินมาขอเบอร์ค่ะ”

        “โอ้ ฝ่ายเจ้าบ่าวรุกเร็วใช่เล่นนะครับ เจอปุ๊บ ขอเบอร์ปั๊บ!” พิธีกรแซว

        “เอ่อ...เบอร์รองเท้าค่ะ"

โดย : หุ่นกระป๋อง
จำนวน : 13 ตอน


0

เหรียญของฉัน : 0

พริกแกงกับแตงไทย

โดย : หุ่นกระป๋อง