คุณมี 0 เหรียญ VIP

ชื่อนามปากกาสมาชิก :

ยัยชัตเตอร์

Report
Month View : 16
Over All : 150
Favorites : 2

ชื่อนามปากกาสมาชิก :

ยัยชัตเตอร์

Report
Month View : 16
Over All : 150
Favorites : 2

รักเล็กๆของเด็กหญิงวุ่นวาย

นิยาย-เรื่องยาว : นิยายรักวัยรุ่น

 

รักเล็กๆของเด็กหญิงวุ่นวาย

 

             วันแรกที่เข้าไปในมหาวิทยาลัย ฉันหว้งว่าชีวิตของฉันจะมีความสุขกับ

สถาบันใหม่แต่ที่ไหนได้ ฉันกลับทุกข์ใจเพราะฉันดันไปเจอคนที่เกลียดที่สุดสมัยเรียน

มัธยมเพราะเขาชอบล้อฉายาของฉันและอีตานั่นก็ยังมาเป็นพี่รหัสของฉันอีก

เรื่องวุ่นๆจึงเริ่มต้น

คำแนะนำเรื่อง

บทนำ

ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งนี้ได้ ทั้งๆที่ฉันก็ไม่เก่งอะไรเอาชะเลย  อาจเป็นเพราะความพยามอย่างหนักและความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะเข้าเรียนที่นี่ให้ได้กระมั่งหรืออาจเป็นเพราะทุกอย่างมันถูกกำหนดไว้ ดัวยน้ำมือของฟ้าที่ขีดเขียนเส้นทางเดินทางให้ แต่ไม่ว่าเหตุผลมันคืออะไร ฉันคงไม่คิดหาคำตอบเพราะฉันรู้เพียงอย่างเดียวว่า  เมื่อฉันมีโอกาสเรียนที่นี่ฉันจะต้อง ตั้งใจเรียนให้มาก เพื่อพ่อแม่ เพื่อตัวฉันและเพื่อเขาคนนั้นที่เป็นเหมือนแรงผลักดันที่ทำให้ฉันอยากสอบเข้าที่นี่ให้ได้เพื่อจะได้มาเรียนที่เดียวกันกับเขา ถ้าหากเป็นไปได้เปิดเรียนวันแรกในวันพรุ่งนี้ขอให้ฉันได้เจอกับเขาดัวยเถอะสาธุ   แต่ขออย่างเดียวคือขออย่าให้ฉันได้เจอกับเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่รู้จักฉันตอนเรียนสมัยมัธยมเลยหรือถ้าเจอก็อย่าให้เขาพูดถึงฉายาของฉันเลย มันเป็นฉายาที่ทำให้ฉันโด่งดังและเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งโรงเรียน ไม่มีใครที่ไม่รู้จักฉัน และมันก็เป็นฉายาที่ฉันไม่ต้องการแต่ต้องรับไปดัวยความจำใจเพราะคณะกรรมการแต่งตั้งฉายาของห้องตั้งให้ตั้งแต่อยู่ ม.1 จนมาถึงวันนี้เสียงของใครต่อใครที่เรียกฉายาของฉันยังคงดังก้องอยู่ในใจไม่เคยเงียบสักวินาที ก๊อกๆๆๆๆเสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น ฉันรีบวางปากกาที่เขียนไดอารี่แล้วเดินไปเปิดประตูห้อง   แต่กลับไม่พบใครนอกจากกระดาษสีขาวแผ่นเล็กๆที่วางอยู่ตรงหน้าประตูห้อง  ฉันรีบหยิบขึ้นมาดูดัวยความอยากรู้ 

  “นี่ยัยซื่อบื้อ พรุ่งนี้ตีห้าไปปลุกฉันที่คอนโดตะวันยิ้ม ที่ห้อง523  ถ้าเธอไม่มา เธอได้เห็นดีกับฉันแน่ไม่เชื่อก็ลองดู

"ปล.ห้ามสาย  ห้ามตาย ต้องมาให้ได้นี่คือคำสั่งเข้าใจไหม  เนื้อความในกระดาษแผ่นเล็กๆทำให้ฉันรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก   

“ฉันจะไปตามนัดดีไหมนะ”ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา 

“ แกนี่มันซื่อจริงๆยัยจำปูน มันอาจจะเป็นกระดาษของคนโรคจิตที่ชอบขู่ชาวบ้านล่นก็ได้หรือไม่งันเขาคงส่งมาให้ผิดห้องก็ได้มั่ง มันก็แค่กระดาษแผ่นเล็กๆใบเดียวอย่าไปสนใจเลยน่ะ”เสียงในใจดังสะท้อนบอกเบาๆ   ฉันรีบขย่ำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งลงถังขยะที่วางอยู่ตรงข้างห้องทันที  แล้วทุกเสียงในความคิดของฉันก็เงียบลงมีเพียงเสียงปิดประตูที่ดังขึ้นเป็นเสียงสุดท้าย   ติ๊งๆๆเสียงข้อความเรียกเข้าดังมาจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้กับสมุดไดอารี ฉันรีบเดินไปคว้าโทรศัพท์มาเปิดอ่านข้อความที่เพิ่งส่งมา  

“นี่ยัยซื่อบื้อ ถ้าเธอไม่มาตามนัด  เธอกับฉันได้เห็นดีกับฉันแน่   แล้วฉันก็ไม่ได้ขู่แต่ฉันทำจริง จำไว้ถ้าอยากเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยตะวันยิ้มอย่างมีความสุขต้องเชื่อฟังฉันแล้วชีวิตเธอจะปลอดภัย”  

ฉันรีบกดข้อความนั้นทิ้งทันทีที่อ่านจบ

“สงสัยจะไม่ใช่โรคจิตอย่างที่คิดชะแล้ว แต่ต้องเป็นคนที่รู้จักฉันแน่ๆเพื่อนหรือว่ารุ่นพี่หรือใครกันนะ

เอ๊ะ!แต่ว่าฉันไม่เคยแจกเบอร์โทรให้ใครเลย   คนที่มีเบอร์ฉันต้องเป็นคนที่สนิทกับฉันมากทีเดียวหรือไม่งันก็เป็นคนที่ฉันไม่สนิทดัวยแต่ดันต้องให้เบอร์ไปดัวยความจำใจ  เอ๊ะ!หรือว่าจะเป็น…นายยืน ชื่อนี้ได้ถูกลบไปในความทรงจำของฉันของฉันเมื่อ1ปีก่อน  ทั้งๆที่ฉันคิดว่าฉันลืมเขาไปแล้ว  แต่แค่เพียงไม่กี่วินาทีทั้งชื่อ ทั้งใบหน้าและน้ำเสียงของเขากลับลอยเข้ามาในความคิดของฉัน  จนทำให้ฉันรู้สึกขนลุกโดยไม่รู้ตัว  ใช่นายนั่นจริงๆน่ะเหรอ  คำถามนี้ยังวนเวียนอยู่ในความคิด   ยัยซื่อบื้อ ๆๆ เสียงนี้ยังคงก้องอยู่ในหูของฉันอย่างไม่มีท่าทีว่าจะเงียบลง    ฉันรีบเดินไปที่เตียงล้มตัวลงนอนพลางเอาผ้าห่มมาคลุมตัวจนมิด   ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครกันล่ะที่เรียกแกว่ายัยซื่อบื้อ เสียงคำตอบในใจย้ำชัดขึ้น ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกกลัว   ฉันคงไม่กลัวเขาขนาดนี้หรอก  ถ้าเขาไม่เป็นคนที่ป่าวประกาศฉายาของฉันให้ดังกระฉ่อนไปทั่วโรงเรียนแถมยังเป็นหัวหน้าแก๊งโปเต้โต้ซี๊ดที่ชอบหาเรื่องยกพวกตีกันอยู่บ่อยๆ    ถ้าเป็นเขาจริงๆอย่าให้ฉันเจอเขาเลย  ดูจากข้อความที่ส่งมา  ทำให้ฉันรู้ทันทีว่าเขาคงไม่เลิกยุ่งกับฉันง่ายๆแน่  เขาจะมาสร้างความวุ่นวายอะไรให้กับชีวิตฉันอีก หลายปีที่ผ่านมามันยังไม่สะใจเขารึไงที่ทำให้ฉันต้องกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งโรงเรียน   เขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่นะ   

“นายยืน… นายต้องการอะไร  แล้วเขาคนนั้นจะใช่นายยืนจริงๆน่ะเหรอ  แล้วถ้าไม่ใช่นายยืนเขาจะเป็นใครกันล่ะ”     เสียงคำถามเหล่านี้ยังคงดังกึกก้องไปทั่วห้องและไม่นานมันก็เงียบไป  เมื่อดวงตาคู่ใสของฉันถูกปิดดัวยความง่วง   แต่ความหวาดกลัวเล็กๆที่มียังคงฟุ้งกระจายอยู่ทุกมุมห้องหัวใจของฉันตลอดทั้งคืน

 
  เช้าวันใหม่

“วันนี้ฉันจะได้เจอเขารึเปล่านะ”  

“นายยืนเหรอ”เสียงใจตะโกนถามเบาๆ ใช่ที่ไหนกันอีตานั่นใครจะอยากไปเจอ  ฉันหมายถึงเขาที่ทำให้ฉันอยากมาเรียนที่นี่ต่างหาก   วันนี้ขอให้ฉันได้เจอเขา  แต่อย่าให้ฉันคนที่ส่งข้อความแปลกๆมาให้ฉันเลย   ฉันคิดขณะที่เดินไปยังอาคารเรียนที่ 38 ที่ไกลสุดแสนจะไกลจากหอพักหญิงภายในมหาวิทยาลัยและดูท่าว่าฝนก็ใกล้จะตกลงมาในไม่ช้า  เมื่อท้องฟ้าที่ดูสดใสเต็มไปดัวยเมฆสีเทาอ่อนที่ล่องลอยมารวมตัวกันค่อยๆเป็นเมฆสีเทาเข้ม  

“อย่าเพิ่งตกตอนนี้เลยนะฝนรอให้ฉันเดินไปถึงอาคารเรียนก่อนค่อยตก"    

ฉันภาวนาในใจเบาๆพร้อมกับเร่งฝีเท้าเดินให้เร็วขึ้นกว่าเดิม  แต่เหมือนว่าฟ้าจะไม่ได้ยินเสียงภาวนาของฉัน  ฝนเม็ดเล็กๆค่อยๆตกลงมาจากนั้นก็เป็นฝนเม็ดใหญ่เข้ามาแทนที่   ฉันรีบวิ่งไปหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งข้างๆทาง  ฉันต้องเข้าเรียนชั่วโมงแรกสายแน่ๆ ฉันคิดพลางมองรถหลายคันที่ขับผ่านหน้าไป   ปิ๊นๆเสียงแตรรถดังขึ้นมาจากข้างหลัง  ฉันรีบหันไปมอง รถยนต์สีดำคันหรูขับมาจอดใกล้ๆที่ฉันยืนอยู่ฉันจ้องมองดัวยความสงสัย   ซักพักประตูรถด้านคนขับก็ถูกเปิดออก ชายร่างสูงโปร่ง  สวมแว่นตาสีดำปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกางร่มสีฟ้าเดินตรงมาที่ฉัน 

“คุณชื่อจำปูนใช่ไหมครับ”   เขาถาม  

“ใช่ค่ะฉันชื่อจำปูน”   

“เชิญขึ้นรถครับเดี่ยวผมไปส่งคุณที่อาคารที่ 38 เขาพูดพร้อมกับพายมือไปที่รถ  เอ๊ะ!เขารู้ได้ยังไงว่าเราจะไปเรียนที่อาคารเรียนที่-38 ฉันทำหน้างงทันที 

“รีบไปเถอะครับมันสายมากแล้ว”เขาพูดพลางยิ้มให้

“แล้วคุณเป็นใครกัน  แล้วรู้จักฉันได้ยังไง แล้วทำไมถึงรู้ล่ะว่า…”   

 “อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลยครับรีบขึ้นรถก่อนเถอะครับ”  เขาพูดดัวยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง

 “ไม่ฉันจะไม่ไปจนกว่าคุณจะบอกว่าคุณรู้จักฉันได้ยังไง”  

“คือผมได้รับคำสั่งจากเจ้านายมาน่ะครับว่าให้รับคุณไปส่งที่อาคารเรียน”   เจ้านายเหรอ ขออย่าให้เป็นนายยืนเลยนะ ฉันคิดในใจเบาๆ   

“ได้โปรดเห็นใจผมช่วยกรุณาขึ้นรถดัวยเถอะครับคุณจำปูนก่อนที่ฝนจะตกมากกว่านี้ ไม่งันเจ้านายผม เอาผมตายแน่ๆ” เขาพูด   คลื่นๆๆเสียงฟ้าร้องดังขึ้นบวกกับฝนที่ค่อยๆกระหน่ำลงมาทำให้ฉันตัดสินใจขึ้นรถไปพร้อมกับเขาทั้งๆที่ไม่รู้จักกันเลย เขายิ้มอย่างเป็นสุขก่อนเดินไปเปิดประตูรถให้   ภายในรถที่แอร์เย็นฉ่ำราวอยู่กับขั้วโลกเหนือ  ฉันยังคงนั่งนิ่งไม่กล้าเอ่ยถามอะไรจากชายแว่นดำที่กำลังขับรถดัวยความเร็ว จนฉันแอบกลัวอยู่ลึกๆ หวังว่าเขาจะไม่หลอกฉันนะ ฉันคิดพลางมองไปนอกรถเห็นเพียงฝนที่ตกลงมาทำให้มองเห็นทุกสิ่งไม่ชัดเจน     

“เหลืออีก15 นาทีกี่จะแปดโมงเช้า   วันนี้ฉันต้องไปเรียนชั่วโมงแรกสายแน่ๆ”  เสียงหนึ่งดังขึ้นภายในรถ เสียงนั้นฟังดูคุ้นๆหูเหมือนเสียงของ...นายยืนเหรอ  ฉันรีบหันไปมองชายแว่นดำ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่คนพูด แต่พอมองไปตรงเบาะนั่งด้านหลังฉันก็เห็นชายแว่นดำอีกคนหนึ่งที่อยู่ในชุดนักศึกษาชายของมหาวิทยาลัยตะวันยิ้มนั่งอยู่ ฉันทำหน้าตกใจสุดขีดเพราะตอนที่ขึ้นรถฉันไม่เห็นผู้ชายคนนี้เลยและที่ฉันต้องตกใจยิ่งกว่านั้นคือเขามีใบหน้าคล้ายกับนายยืน เอ๊ะ!หรือว่าเขาจะเป็น...นายยืนจริงเหรอ  

“ขอโทษครับเป็นความผิดของผมเอง” ชายแว่นดำที่กำลังขับรถพูดขึ้น   

“ใช่ความผิดของนายที่ไหนกัน  ความผิดของยัยซื่อบื้อนี่ต่างหาก  ถ้าขึ้นรถตั้งแต่แรกก็คงไม่ทำให้ฉันสายขนาดนี้ มองอะไรล่ะยัยบื้อเธอผิดยังไม่รู้ตัวอีก”เขาพูดพร้อมกับตะโกนใส่ฉัน

“แล้วคุณเป็นใครรู้จักฉันได้ยังไง แล้วมีสิทธิอะไรมาตะโกนใส่หน้าฉันแบบนี้”   ฉันพูดดัวยอารมณ์โกรธที่เขาเรียกฉันว่ายัยซื่อบื้อ  

 ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิก็เธอติดรถมากับฉันและนี่มันก็รถฉันแล้วอีกอย่างเธอกับฉันได้รู้จักฉันแน่แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้  จอดรถให้ยัยนกกระจิบซื่อบื้อลงหน่อย”ชายแว่นดำจอดรถทันทีที่ได้รับคำสั่ง  

“ลงไปซิ”   

“ฉันไม่ลงจนกว่าฉันจะได้รู้จักคุณ”ฉันพูด  ลึกๆในใจก็ยังแอบๆหวังว่าขอให้เขาอย่าเป็นคนเดียวกันกับนายยืนคนนั้นเลยและนั่นก็เป็นเหตุผลเดียวที่ว่าทำไมฉันถึงอยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้เขาเป็นใคร ทั้งๆที่ฉันไม่เคยคิดที่จะถามชื่อหรืออยากรู้จักผู้ชายมากขนาดนี้ 

“เชอะ” เขายิ้มพลางหันหน้าไปทางอื่น 

“รีบลงไปชะยัยนกกระจิบจอมซื่อบื้อ เธอทำให้ฉันเสียเวลามามากแล้วนะ”เขาหันมาพูดกับฉัน     

“ฉันไม่ลง”    

“ฉันบอกให้เธอลงไปไงหรือว่าจะให้ฉันอุ้มเธอลงไป” เขาพูดดัวยน้ำเสียงที่ดูเคร่งขรึม   

“ฉันไม่ลงยังไงฉันก็ไม่ลงจนกว่าจะได้รู้จักคุณ แล้วอีกอย่างนี้มันก็ไม่ใช่อาคารเรียนที่38 ฉันจะไม่ลงไปไหนทั้งนั้น”  

“นี่ยัยซื่อบื้อ เธอมันบื้อจริงๆ เธอไม่เห็นเหรอว่าอาคารเรียนที่อยู่ตรงหน้า เป็นอาคารเรียนที่38  รีบลงจากรถฉันไปได้แล้ว  ฉันกับเธอได้รู้จักกันแน่ แล้วเธอจะจดจำฉันไว้ในใจอย่างไม่มีวันลืม” เขาพูด   

“ไม่มีวันลืมเหรอ”   

“ใช่ไม่มีวันลืม”  ประโยคนี้ของเขาทำให้ฉันรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี ฉันหันไปขอบคุณชายแว่นดำที่ขับรถมาส่ง  แล้วหันไปยิ้มให้กับชายแว่นดำอีกคนที่นั่งอยู่เบาะหลัง  

“อย่ายิ้มให้ใครอย่างนี้อีกนะมันน่ากลัวรู้ไหม” เขาพูด  ว่าไงนะน่ากลัวเหรอ   ทั้งๆที่ฉันกะว่าจะขอบคุณและขอโทษที่ทำให้เขาต้องเสียเวลา  แต่ประโยคที่เตรียมไว้มันหายไปจากความคิดทันทีเมื่อมันถูกกลบดัวยเสียงของชายแว่นดำที่นั่งอยู่เบาะรถด้านหลัง   ฉันรีบเปิดประตู   ตึก..พอสิ้นเสียงปิดประตูรถ  รถยนต์สีดำคันหรูก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว  แต่คำถามที่ว่าเขาเป็นใครจะใช่นายยืนรึเปล่ายังคงดังอยู่ในใจฉันอย่างไม่มีท่าทีว่าจะเงียบลงได้เลย    ฉันก้มมองนาฬิกาข้อมือ  “เหลือเวลาไม่กี่นาทีก็จะแปดโมงแล้ว”  ฉันรีบวิ่งขึ้นอาคารเรียนไปยังชั้น 10 ของอาคารเรียนที่38ดัวยความรีบเร่ง

   พอขึ้นไปถึงชั้น3ของอาคารก็ไปเจอกับชายแว่นดำร่างสูงโปร่ง ผิวขาว คิ้วหนา มีหนวดพะรุงพะรังยืนอยู่ข้างๆบันได นี่เขาคงใช่คนของอีตาแว่นดำคนนั้นหรอกนะ ฉันค่อยๆเดินผ่านเขาดัวยความรู้สึกกล้าๆกลัวๆ  

“ไม่ทราบว่าคุณชื่อจำปูนรึเปล่าครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นฉันรีบหันไปมองเจ้าของเสียงซึ่งก็คือชายแว่นดำคนนั้น 

“ใช่ค่ะฉันชื่อจำปูน คุณ…มีธุระอะไรกับฉันรึเปล่าคะ”  

“ผมมาทำหน้าที่พาคุณไปที่ห้องเรียนครับ” เขาพูด  ทำหน้าที่พาไปส่งเหรอ นี่เขาเป็นคนของอีตาแว่นดำนั่นรึเปล่า ใช่…ต้องใช่แน่ๆดูจากลักษณะท่าทางแล้วคงเป็นคนของเขาแน่ๆ  อีตาขรึมนั่นเขาคิดจะทำอะไรของเขานะ เอ๊ะ!หรือว่าไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่แล้วเขาเป็นคนของใคร แล้วใครจะมารู้จักเด็กปี1ที่เพิ่งเข้ามาเรียนที่นี่เป็นวันแรกอย่างฉันกันล่ะถ้าไม่ใช่เขา  

“เชิญไปขึ้นลิฟต์ครับคุณจำปูน มันสายมากแล้ว” ฉันปั้นหน้ายิ้มให้ชายแว่นดำ 

“ฉันไปเองได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบ    

                                                                                                                                                                                   

“ถ้าหากคุณใช้บันได คงอีกหลายนาที  กว่าคุณจะเดินไปถึงชั้น10 เชื่อผมเถอะครับคุณจำปูนไปขึ้นลิฟต์ดีกว่าครับ”  เขารู้ได้ยังไงว่าฉันเรียนที่ชั้น10ฉันทำหน้าสงสัย  การคำถามเขาคงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันคลายความสงสัยลงได้  “คุณเป็นใครกันคะ” คำถามนี้ฉันน่าจะถามเขาตั้งแต่แรก หากไม่เพราะเอาแต่คิดว่าเป็นคนของชายแว่นดำก็น่าจะรู้ไปตั้งนานแล้ว  

“ผมชื่อวุฒิครับ ได้รับคำสั่งให้มาทำหน้าที่พาคุณไปขึ้นลิฟต์และพาส่งที่ห้องเรียน  เชิญคุณจำปูนไปขึ้นลิฟต์เถอะครับ เดี๋ยวไม่ทันเข้าห้อง”   

“ผู้ชายสวมแว่นตาสีดำ ผิวขาว  คิ้วหนาๆเป็นคนส่งคุณมาใช่ไหม”   

“ใช่แล้วครับเขาเป็นเจ้านายของผมเองครับ”เขาพูด ชายแว่นดำคนนี้เป็นคนของอีตาแว่นดำนั่นจริงๆดัวย

“รีบไปเถอะครับคุณจำปูนเหลืออีกไม่กี่นาทีก็จะแปดโมงเช้าแล้วเดี๋ยวก็เข้าเรียนสายกันพอดี”   

“แต่ว่า…”   

“ไม่ต้องกลัวหรอกครับคุณจำปูน  ผมเป็นคนไว้ใจได้”   

“ฉันไปกับคุณก็ได้ค่ะ แต่คุณต้องบอกมาก่อนว่าเจ้านายคุณเขาชื่ออะไร แล้วเขาเป็นใคร เขารู้จักฉันได้ยังไงเหรอคะ”  เขายิ้ม

 “เจ้านายผมสั่งไว้ว่าไม่ให้ผมบอกชื่อเขากับคุณ ผมต้องขอโทษจริงๆครับ”  นี่เขาถึงกับสั่งคนของเขาไว้เลยเหรอ  ทำตัวลึกลับจริงๆ  

“รีบไปเถอะครับคุณจำปูน"

“งันก็ได้ค่ะฉันเชื่อใจคุณ” มันไม่มีทางเลือกแล้วนี่นะลองเชื่อใจคนแปลกหน้าดูอีกสักครั้งล่ะกัน  หวังว่าอีตาคุณชายแว่นดำนั่นคงจะหวังดีกับเราจริงๆนะและคงจะไม่มีแผนอะไรแกล้งฉันนะ ชายแว่นดำเดินนำหน้าฉันไปที่ลิฟต์ตัวหนึ่งของชั้น3  แต่ดูเหมือนว่าลิฟต์ตัวนี้จะไม่มีใครสนใจใช้บริการเลยสักคน   พอชายแว่นดำกดปุ่มตรงลูกศรชี้ขึ้นด้านบนประตูลิฟต์ก็ถูกเปิดออกทันที  

“เชิญครับคุณจำปูน" เขาผ่ายมือไปที่ลิฟต์อย่างสุภาพแล้วยิ้มให้  ฉันทำเป็นมองไปที่ลิฟต์ตัวที่อยู่ด้านข้างและด้านหลังเห็นหลายคนบ้างก็กำลังแย่งกันขึ้นลิฟต์ บ้างก็กำลังเดินออกจากลิฟต์   แต่ทำไมลิฟต์ตัวที่ชายแว่นดำพาฉันมาทำไมไม่เห็นมีใครเลย  

“เอ่อ…คุณวุฒิค่ะลิฟต์ตัวนี้เสียรึเปล่าทำไมฉันไม่เห็นมีใครขึ้นเลยล่ะ” ฉันหันไปถามชายแว่นดำที่เข้าไปกดปุ่มเปิดลิฟต์รออยู่ข้างในลิฟต์   

“ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับคุณจำปูนลิฟต์ตัวนี้ไม่ได้เสีย   แต่เตรียมไว้สำหรับคุณคนเดียวเท่านั้นครับ” 

“เตรียมไว้สำหรับฉันงันเหรอ” ฉันทำหน้าตกใจพลางเอามือมาชี้ที่ตัวเอง   

“รีบขึ้นมาเถอะครับมันสายมากแล้ว”  ฉันทำหน้างง  ทันใดนั้นเองมือหนึ่งของชายแว่นดำก็ดึงฉันเข้าไปในลิฟต์ละในนาทีที่ฉันเช้าไปอยู่ด้านในประตูลิฟต์ก็ถูกปิดสนิท 

“ขอโทษที่ผมต้องใช่ความรุนแรงกับคุณ” เขาพูด ฉันเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที  

“คุณไม่ต้องกลัวไปหรอกครับคุณจำปูน ผมไม่ทำอะไรคุณหรอครับ”  ดูเหมือนเขาจะรู้ว่าฉันกำลังกลัว  ก็จะไม่รู้ได้ยังไงก็หน้าฉันเริ่มซีดลง  แม้ว่าฉันจะไม่เห็นหน้าตัวเองในนาทีนี้  แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าหน้าตัวเองในตอนนี้เริ่มซีดผิดปกติ   

“เจ้านายคุณเขาเป็นใครกันแน่  ทำไมเขาต้องเตรียมลิฟต์ตัวนี้ไว้ให้ฉันดัวย  คุณบอกฉันเถอะนะ ถ้าคุณบอกฉัน ฉันจะไม่บอกเขาว่าคุณเป็นคนบอกฉัน  แล้วฉันจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดยอดรู้แค่คุณกับฉันเท่านั้น”  ฉันหันไปถามเขาแต่เขาไม่ตอบเอาแต่ยืนตัวตรงเหมือนเสาไฟฟ้า แต่เป็นเสาไฟฟ้าที่มีลมหายใจ  ยิ่งทำให้ความสงสัยของฉันมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ภายในลิฟต์ก็ดูเหมือนจะไม่ร้อนอะไรมาก แต่ภายในใจของฉันกลับรู้สึกว่า ในที่แคบๆแห่งนี้มันช่างร้อนเหมือนอยู่ท่ามกลางดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่  อีตาแว่นดำนั่นต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ เขาเป็นใครกันนะเป็นมาเฟีย  เป็นนักเลง  เป็นคุณชายบ้าอำนาจหรือเป็นนายยืนยังเซ ไม่สิต้องไม่ใช่เขา ต้องไม่ใช่นายยืนยังเซ   ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้ชายแว่นดำคนนั้นเลย  ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของเขา ไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับเขาเลย แต่ทำไมเขาถึงรู้จักชื่อฉัน รู้แม้กระทั่งฉันเรียนที่อาคารไหนชั้นไหน  เขาเป็นใครกันนะ แล้วที่เขาเข้ามาในชีวิตฉันเข้าต้องการอะไร  กริ๊งๆๆเสียงโทรศัพท์ของชายแว่นดำดังขึ้น ความคิดฟุ้งซ่านที่มีอยู่ชั่วครู่เกิดสะดุดทันที   “สวัสดีครับ” ฉันเดินเขาไปใกล้ๆทำเป็นแอบๆฟังเขาคุยโทรศัพท์ 

“เรียบร้อยดีครับไม่มีปัญหา” ต้องเป็นอีตาแว่นดำนั่นแน่ๆที่โทรมา ฉันรีบแย่งโทรศัพท์จากมือชายแว่นดำที่ชื่อวุฒิทันที ฉันรู้ว่ามันเสี่ยงมากแค่ไหน  เผลอๆถ้าเขาโกรธขึ้นมาเขาอาจจะบีบคอฉันตายในลิฟต์นี้ก็ได้  แต่เพราะความสงสัยที่มีมากขึ้นเรื่อยๆมันทำให้ฉันต้องกล้าดูสักครั้ง 

“นี่คุณบอกฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าคุณเป็นใครกันแน่   คุณรู้จักฉันได้ยังไง แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันเรียนที่ชั้น10”  

“นี่ยัยนกกระจิบจอมซื่อบื้อ  ฉันเคยบอกเธอแล้วไงว่าเธอได้รู้จักฉันแน่แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้   เผลอๆนะถ้าเธอรู้จักฉันแล้ว เธออาจจะไม่อยากรู้จักฉันไปตลอดชีวิตเลยก็ได้  แล้วก็รีบเอาโทรศัพท์คืนคนของฉันได้แล้ว   เธอไม่รู้รึไงว่าแย่งโทรศัพท์คนอื่นขณะที่เขากำลังพูดมันเสียมารยาทมากไหน  จริงสินะฉันลืมไปว่าเธอมันเป็นยัยโง่พันปี”   เขากล้าดียังไงมาว่าให้ฉันแบบนี้   ถ้าฉันเป็นยัยโง่พันปี  คนอย่างคุณก็คงเป็นอีตาบ้าสองหมื่นล้านปีล่ะมั่ง ฉันแอบด่าเขาในใจเบาๆ    ฉันยื่นโทรศัพท์ให้ชายแว่นดำคิ้วหนา ที่กำลังยืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างๆ  

“ฮันโหลครับ” ฉันยืนนิ่งฟังเสียงคนที่อยู่ปลายสายแต่ไม่ได้ยินเสียงใด เขาคงวางสายไปแล้วมั่ง     

“ฉันขอโทษนะคะที่ฉันแย่งโทรศัพท์คุณ” ชายแว่นดำไม่พูดอะไรเอาแต่ยืนเฉย ฉันมองตัวเลขที่บอกชั้นที่ลิฟต์ตัวนี้กำลังพาฉันเดินทางไป   ในตอนนี้ลิฟต์อยู่ที่ชั้น8  

“ฉันต้องขอบคุณ  คุณมากนะคะที่คุณพาฉันมาส่ง” 

 คุณไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ คนที่คุณควรจะขอบคุณควรเป็นเจ้านายผมมากกว่า” เขาพูด  ทันใดนั้นประตูลิฟต์ก็ถูกเปิดออก 

“ไปกันเถอะครับคุณจำปูน” ฉันยิ้มให้ชายแว่นดำแล้วรีบเดินออกมานอกลิฟต์ทันที  แต่ไม่คิดว่าชายแว่นดำคิ้วหนาจะเดินตามมาดัวย ฉันหันไปมองเขาดัวยความสงสัย 

“คุณตามฉันมาทำไมอีกคะ”

"เจ้านายผมสั่งให้ผมไปส่งคุณให้ถึงที่ห้องเรียน" เขาพูดพลางยิ้มให้ 

“อ๋อ!ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้ฉันก็ไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงแล้ว อย่าทำให้ฉันต้องเกรงใจคุณไปมากกว่านี้เลยนะคะ”  

“คุณไม่ต้องเกรงใจผมหรอกนะครับ ให้ผมได้ทำตามหน้าที่เถอะครับ” พูดจบชายแว่นดำก็เดินนำหน้าไป  อีตาบ้าแว่นดำนั่นจะให้คนของเขาแกล้งอะไรฉันรึเปล่านะ  

“ห้องเรียนคุณอยู่ห้องนี้ครับ” เขาพูดพร้อมกับชี้ไปที่ประตูห้องเรียนห้องหนึ่ง  ฉันรีบวิ่งไปตามที่เขาบอก  พอไปถึงหน้าห้อง ฉันก็เห็นเลขห้องเรียนตรงกับห้องเรียนที่ฉันต้องมาเรียนในช่วงเช้านี้จริงๆ  เขารู้ได้ยังไงกันว่าเราเรียนห้องนี้น่ะ 

“เชิญเข้าห้องครับคุณจำปูน”ฉันหันไปมองเขาที่กำลังยืนยิ้มให้ดัวยความสงสัย  แต่แม้จะยังสงสัยฉันก็ไม่คิดถามอะไรจากชายแว่นดำเพราะรู้ว่าถึงถามให้ตายยังไงคงไม่ได้คำตอบใด ฉันยิ้มให้ชายแว่นดำพร้อมกับขอบคุณแล้วเอื้อมมือไปเปิดประตูห้อง

“ขออนุญาตค่ะ” ฉันพูด สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองมาที่ฉัน ฉันได้แต่ปั้นหน้ายิ้มให้กับสายตาของคนเหล่านั้นดัวยความรู้สึกกล้าๆกลัวๆหวังว่าเราคงไม่เข้าเรียนสายนะ  ฉันเดินไปตรงที่นั่งที่ยังว่างอยู่ตรงหลังห้อง  พอได้ที่นั่งฉันก็เอาแต่คิดเรื่องชายแว่นดำคนนั้น คิดจนไม่รู้จะคิดยังไง  ทั้งๆที่ฉันบอกกับตัวเองว่าจะตั้งใจเรียนวันแรกนี้ให้ดีที่สุดให้มันคุ้มกับเวลาและค่าเทอมที่เสียไป   แต่ทุกนาทีที่อยู่ในห้องสมองของฉันกลับตั้งคำถามเกี่ยวกับชายแว่นดำมากมาย  เขาเป็นใคร  เขารู้จักฉันได้ยังไง เขาจะใช่นายยืนรึเปล่า  ถ้าใช่ ฉันควรจะทำยังไงดี  ฉันคิดแล้วเหลือบมองออกไปนอกห้องผ่านประตูห้องที่เป็นกระจกแผ่นใส ทำให้มองเห็นทุกอย่างที่อยู่นอกห้องได้อย่างชัดเจน สักพักก็มีผู้ชายกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา ดูท่าทางเหมือนนักเลง เอาชายเสื้อออกนอกกางเกงถือไม้หน้าสาม  บ้างก็ย้อมผมสีทอง บ้างก็ย้อมสีน้ำตาลเข้ม  สีม่วง สีฟ้า แต่สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันนั่นก็คือแว่นตาสีดำ  แว่นตาสีดำนั่นมัน  ฉันจ้องมองไปยังชายแว่นดำที่เดินนำหน้ามา ฉันถึงกับตกใจเพราะเขาคือชายแว่นดำคนนั้น ที่แท้เขาก็เป็นหัวหน้านักเลง เป็นมาเฟียในมหาวิทยาลัยหรอกเหรอลึกๆฉันก็แอบๆคิดนะว่าเขาเป็นคนดีแต่ที่ไหนได้เขาก็เป็น… ถ้าหากเขาเป็นมาเฟียจริงๆที่เขาเข้ามาในชีวิตฉันเขาต้องการอะไรกันแน่   เขาเป็นใคร เขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่นะ  ตลอดชั่วโมงเรียนฉันก็ได้แต่คิดเรื่องเดิมๆนี้วกไปวนมาจนแทบจะเรียนไม่รู้เรื่อง  ทำไมฉันต้องสนใจผู้ชายคนนั้นดัวยนะถึงเขาจะเป็นใครมันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรที่ฉันต้องเก็บมาคิด หยุดคิดได้แล้ว เขาจะเป็นใครก็ช่างเถอะ แต่ขอให้ฉันอย่าได้เจอเขาอีกเลย  แม้จะยังอยากพูดขอบคุณในสิ่งที่เขาทำให้ก็ตาม  เธอได้รู้จักฉันแน่ยัยจำปูนเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในสมอง   ถ้าฉันได้รู้จักเขาจริงๆไม่ว่าเขาจะเป็นนักเลง เป็นมาเฟียหรือเป็นอะไรฉันก็ไม่กลัวเท่ากับการที่เขาจะกลายเป็นนายยืนยังเซ

หลังเลิกเรียน

พอฉันเดินออกจากประตูห้อง  ชายแว่นดำที่มาส่งฉันที่ชั้น10ยืนรออยู่ตรงหน้าประตูเหมือนว่าเขามารอฉัน   ฉันทำหน้าตกใจสุดขีดเมื่อเห็นเขาอยู่ตรงนั้น   เขาฉีกยิ้มเล็กๆให้ฉัน  ภายใต้รอยยิ้มนั้นฉันรู้สึกว่ามีอะไรแอบซ่อนอยู่มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ 

“เชิญคุณจำปูนไปขึ้นลิฟต์ได้แล้วครับ   เจ้านายผมกำลังรอคุณอยู่ครับ”  อีตาแว่นดำลึกลับนั่นเขาคิดจะทำอะไรให้ฉันแปลกใจอีกนะ  ไม่ใช่สิตอนนี้เขาไม่ใช่นายแว่นดำลึกลับ   แต่เขาเป็นหัวหน้านักเลง   เป็นมาเฟียบ้าอำนาจในมหาวิทยาลัย  ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันคิดมันจะใช่รึเปล่า แต่ฉันก็เชื่อในสิ่งที่ฉันคิด 

“รีบไปกันเถอะครับคุณจำปูน” เสียงชายแว่นดำพูดขึ้น   เสียงนั้นทำให้ฉันสะดุ้งจนเกือบลืมหายใจ   จะทำยังไงดีถ้าขืนไปตามคำสั่งของเขา   เขาคงหัวเราะเยาะเราว่าเป็นยัยโง่พันปีอีก  ฝันไปเถอะฉันจะไม่ยอมเป็นยัยโง่พันปีอย่างที่นายว่าอีกแล้วนายมาเฟียแว่นดำ  เมื่อคิดได้ฉันจึงตัดสินใจวิ่งหนีมาจากชายแว่นดำที่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นมาทางบันไดทันที   

“หยุดเดียวนี้นะตรับคุณจำปูน” เสียงของชายแว่นดำ  คิ้วหนา หนวดรกตะโกนดังขึ้น และในขณะเดียวกันนั้นเองเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งรีบวิ่งตามหลังฉันมา  ฉันรู้ในทันทีว่าเป็นเสียงฝีเท้าของชายแว่นดำคิ้วหนาคนนั้น  ให้ตายเถอะนี่ฉันต้องวิ่งลงบันไดจากชั้น10ไป จนถึงชั้น1เลยเหรอเนี่ย  ช่างเถอะๆถึงมันจะเหนื่อย แต่ก็คงดีกว่าอยู่เฉยๆแล้วถูกจับตัวไปให้อีตามาเฟียแว่นดำนั่น   ฉันไม่ได้กลัวถ้าหากเขาเป็นมาเฟียจริงๆ แต่ฉันกลัวว่าเขาเป็นนายยืนยังเซ ขออย่าให้เป็นเขาเลยสาธุ 

“หยุดได้แล้วครับคุณจำปูน ผมบอกให้คุณหยุดไง”  เสียงชายแว่นดำตะโกนดังขึ้นอยู่ใกล้ๆ ในขณะที่ฉันกำลังรีบวิ่งมาถึงที่ชั้น4  ให้ฉันหยุดเหรอฝันไปเถอะ ฉันรีบวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เพื่อลงไปที่ชั้น1และในที่สุดความพยามของฉันก็สำเร็จ ฉันวิ่งมาถึงชั้น1ดัวยความเหน็ดเหนื่อย  ฉันถอดหายใจยาวพร้อมกับมองสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า  ฉันถึงกับต้องเหนื่อยใจอีกครั้งเมื่อเจอกับชายแว่นดำที่เป็นคนขับรถของนายแว่นดำที่ฉันคิดว่าเป็นมาเฟียใหญ่ในมหาวิทยาลัย 

“เชิญไปขึ้นรถครับคุณจำปูน”  ชายแว่นดำคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆรถเดินตรงมาที่ฉัน ฉันคิดจะวิ่งหนี แต่ไม่ทันได้ทำอะไรชายแว่นดำคิ้วหนาหนวดรกทีวิ่งตามฉันมาวิ่งลงมาถึงที่ชั้น1พอดี 

“ไปขึ้นรถเถอะครับ  อย่าให้พวกผมใช้ต้องกำลังกับคุณเลยครับคุณจำปูน”  คำพูดของชายแว่นดำหนวดรกทำให้ฉันรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก  นี่พวกเขากำลังใช้อำนาจความเป็นมาเฟียของเจ้านายเขาบังคับฉันสินะ  คนอย่างจำปูนไม่มีวันกลัวหรอก  

“รีบไปเถอะครับ เจ้านายผมรอคุณนานแล้วนะครับ” ชายแว่นดำที่เป็นคนขับรถพูดขึ้น   

“ไม่ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น” ชายแว่นดำทั้งสองคนไม่พูดอะไรรีบจับตัวฉันให้เดินไปที่รถยนต์สีดำคันหรูที่จอดไว้ตรงหน้าอาคาร   

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะพวกคุณไม่มีสิทธิทำกับฉันแบบนี้”

“ขอโทษดัวยครับคุณจำปูน  แต่ผมต้องทำตามคำสั่งของเจ้านาย” ชายแว่นดำคิ้วหนาพูดขึ้น อีตามาเฟียนั่นเขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่  เขาเห็นฉันเป็นของเล่นรึไง อย่าให้ฉันเจอนายนะ ฉันเอานายตายแน่นายแว่นดำ วินาทีนี้ในใจฉันกลัวและรู้สึกงุนงงกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น  หลายคำถามผุดขึ้นมาในสมองมากมาย  เขาเป็นใคร เขาต้องการอะไรจากฉัน   พอใกล้ถึงที่รถสายตาฉันไปหยุดอยู่ตรงที่คุณลุงรปภ.ที่ยืนอยู่หน้าอาคารใหญ่ นั่นแหละทางรอดของฉัน  ฉันจะไม่ยอมเป็นยัยบื้อ

หรอกนะ

“ลุงคะช่วยดัวยค่ะ ผู้ชายสองคนนี้เขาจะทำร้ายฉัน”  คุณลุงรปภ.ได้แต่ยืนเฉยเหมือนไม่ได้ยินเสียงใดจากฉัน   ฉันรีบหันไปขอความช่วยเหลือคนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้น  แต่ไม่เห็นมีท่าทีว่าใครจะกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยฉันเลย   ทำไมพวกเขาถึง…หรือว่าอีตาแว่นดำนั่นเป็นมาเฟียใหญ่อย่างที่ฉันคิดจริงๆถึงได้ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยฉันจากลูกน้องของเขา   แล้วชะตากรรมของฉันต่อจากนี้จะเป็นยังไง  จำปูนแกทำไมเป็นยัยซื่อบื้อแบบนี้นะ ฉันรู้สึกโมโหตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินไปตามแรงดึงของชายแว่นดำทั้งสองคน   พอเดินไปถึงที่รถ  ชายแว่นดำที่เป็นคนขับรถรีบเอื้อมมือไปเปิดประตูรถทันที  

“ขึ้นรถเถอะครับคุณจำปูน”  

“ไม่ฉันไม่ขึ้น”  

“รีบขึ้นรถสิยัยบื้อ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากในรถ ฉันรีบมองเจ้าของเสียง  ฉันตกใจจนพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นชายแว่นดำนั่งอยู่ในรถ  

“จะยืนเซ่ออยู่ทำไม  ฉันบอกให้เธอขึ้นรถไง”  

“ไม่ฉันจะไม่โง่เชื่อฟังคำสั่งใครอีกแล้ว   รีบบอกให้คนของคุณปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”  

“ปล่อยเธอ” ชายแว่นดำที่นั่งอยู่ในรถออกคำสั่ง  ชายแว่นดำทั้งสองคนจึงปล่อยฉันทันทีที่ได้รับคำสั่ง  

“จะบอกให้นะ คนที่ฟังคำสั่งของฉันไม่ใช่พวกคนโง่หรอกนะ  แต่เป็นพวกคนฉลาดต่างหาก ถ้าเธอยากจัดอยู่ในพวกคนฉลาดก็รีบขึ้นรถสิ” 

“ไม่…ถ้าอย่างนั้นฉันยอมเป็นคนโง่ดีกว่าที่ต้องฟังคำสั่งมาเฟียอย่างคุณ”   

“ว่าไงนะมาเฟียงั้นเหรอ   เหอะ…”  เขาแอบยิ้มเล็กๆแล้วหันไปทางอื่น  

“นี่ยัยจำปูนฉันไม่ใช่มาเฟียอย่างที่เธอคิดหรอกนะ”เขาหันมาพูดกับฉัน  

“จะไม่ใช่ได้ยังไงก็ฉันเห็นคุณ…”  

“บางทีสิ่งที่เธอคิดกับสิ่งที่เธอเห็นมันอาจจะไม่ตรงกันก็ได้   ไม่คิดบ้างรึไง”  เขาพูดดัวยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง 

“แต่ฉัน…”  

“รีบขึ้นรถนี่คือคำสั่ง”

“ฉันไม่ขึ้นคุณบอกมาเลยดีกว่าว่าคุณเป็นใคร  แล้วคุณต้องการอะไรจากฉัน” 

“สิ่งที่ฉันต้องการคือให้เธอทำตามคำสั่งของฉัน”  

“แล้วคุณมีสิทธิอะไรมาออกคำสั่งฉัน”  

“สิทธิน่ะมีแน่  แต่ตอนนี้เธอต้องขึ้นรถไปกับฉัน” 

“ไม่ฉันไม่ขึ้น”  

“ฉันซักจะหมดความอดทนกับยัยนกกระจิบจอมซื้อบื้ออย่างเธอเต็มทนละนะ”  ก็ไม่ต้องทนสิอีตาบ้า ฉันแอบเถียงเขาในใจเบาๆ    

“ถ้าพูดกันง่ายๆไม่รู้เรื่อง ฉันคงต้องใช้กำลังกับเธอ  แล้วอย่ามาหาว่าฉันรังแกเธอก็แล้วกัน  จัดการเธอชะ”  ทันทีที่สิ้นเสียงพูดของชายแว่นดำ ฉันก็ถูกชายแว่นดำทั้งสองคนที่ยืนคุมอยู่ผลักฉันเข้าไปในรถยนต์สีดำคันหรูทันที  ตึก..เสียงปิดประตูรถดังขึ้น ฉันรีบหันไปมองชายแว่นดำก็รู้สึกกลัวขึ้นมาในใจทันที

 "คุณคิดจะทำอะไร" ฉันพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปเปิดประตูรถกะว่าจะหนีไปจากที่อันตรายนี้ แต่ดันถูกนายแว่นดำจับแขนฉันไว้แน่น 

"ถึงเธอจะหนี เธอก็หนีฉันไม่พ้นหรอก" สิ้นเสียงพูดของเขารถสีดำคันหรูก็เคลื่อนตัวออกไปทันที

"เธอไม่ต้องกลัวไปหรอก ฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรกับยัยซื่อบื้อไร้เสน่ห์อย่างเธอ  ฉันแค่จะพาเธอไปที่ ที่หนึ่ง"เขาพูดพร้อมกับปล่อยแขนของฉันเบาๆ  

"ไม่ว่าที่ไหนที่มีคุณฉันไม่ขอไปทั้งนั้น จอดรถให้ฉันลงเดี่ยวนี้เลยนะ" 

" เธอไม่มีสิทธิมาออกคำสั่งกับฉัน" เขาพูดดัวยน้ำเสียงที่ฟังดูเคร่งขรึม  เขาจะพาฉันไปไหนกันแน่คงไม่พาไปฆ่าหรอกนะ  เฮ้ยยัยจำปูนแกคิดอะไรอยู่เนี่ยแต่ถ้ามันเป็นอย่างนั้นล่ะก็....ฉันตายแน่   ตอนนี้ฉันต้องหาทางออก แล้วทางออกอยูู่ทางไหนล่ะ ใช่โทรศัพท์ ฉันต้องโทรแจ้งตำรวจ งานนี้นายตายแน่ อีตาแว่นดำบ้าอำนาจ เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับจำปูน แล้วถ้าแผนที่ฉันคิดไม่สำเร็จล่ะ โอ๊ย...คิดแล้วก็ปวดหัว  แต่ขอสักครั้งแค่ได้ลอง ฉันเริ่มทำหน้าหงุดหงิดที่หาโทรศัพท์ไม่เจอ  "เธอกำลังหาไอ้นี่อยู่รึเปล่า” ฉันหันไปมองคนพูดอย่างตั้งใจ 

“นั่นมันโทรศัพท์ของฉัน  แล้วไปอยู่ที่คุณได้ยังไง” ฉันพูดพลางชี้ไปที่โทรศัพท์มือถือสีดำเก่าๆที่อยู่ในมือเขา  

“เธอทำมันตกอยู่ในรถเมื่อเช้า รีบรับไปสิ” คราวนี้ล่ะนายเสร็จฉันแน่อีตาแว่นดำ ฉันรีบคว้าโทรศัพท์ที่อยู่ในมือเขามาดัวยความดีใจ แล้วแอบยิ้มในใจเบาๆ 

“เอ๊ะ…แล้วทำไมคุณไม่คืนฉันตั้งแต่ทีแรก”   

“ถ้าฉันคืนให้เธอตั้งแต่แรก ฉันก็ไม่รู้สิว่ายัยบื้ออย่างเธอคิดจะทำอะไรและอย่านึกนะว่าฉันจะยอมให้เธอทำในสิ่งที่เธอคิด” ดูเหมือนเขาจะอ่านใจฉันออกหมดทุกอย่างว่าฉันกำลังคิดจะทำอะไร

“แล้วคุณรู้เหรอว่าฉันจะทำอะไร”  

  แค่เธออ้าปากฉันก็มองทะลุไปถึงลิ้นไก่…ฉันรู้นะว่าเธอกำลังคิดที่จะโทรแจ้งตำรวจ  ความคิดแบบฉบับยัยซื่อบื้อชัดๆ”   เชอะ…ถึงเขาจะรู้ก็เถอะช่วยไม่ได้นิ   เขาดันเอาโทรศัพท์ให้ฉันเองเพราะฉะนั้นฉันจะโทรแจ้งตำรวจ  ฉันจะเอาเขาเข้าคุกให้ได้โทษฐาน บังคับข่มขู่ คนไม่มีทางสู้  ไม่ใช่สิฉันสู้เขาได้แต่มันยังไม่มีโอกาสต่างหากล่ะ  คราวนี้เขาไม่รอดแน่ ฉันรีบทำหน้าเฉยทั้งที่ในใจดีใจจนอยากจะลุกเต้น แต่ต้องทำเป็นนิ่งเพื่อไม่ให้เขาสังเกตว่าฉันกำลังทำอะไร  ฉันรีบกดปุ่มเปิดโทรศัพท์มือถือ แต่ทุกอย่างกลับนิ่งหน้าจอไม่มีสิ่งใดปรากฏมีเพียงความวางเปล่าให้เห็น  “โทษทีนะ ฉันเอาโทรศัพท์เธอไปเล่นเกมจนแบตหมด” ฉันมองนายมาเฟียแว่นดำดัวยความโกรธแค้น  นี่ฉันอุตส่าห์ชารต์แบตโทรศัพท์มือถือหลายชั่วโมง เพื่อให้อีตานี่เล่นเกมงั้นเหรอ หมดกันทางรอดของฉันเจอทางตันชะแล้ว   ฉันนึกอยากจะบีบคออีตาบ้านี่ให้ตายคามือฉันจริงๆ  

“แล้วคุณมีสิทธิอะไรมาใช้โทรศัพท์ของฉัน” ฉันตะโกนใส่หน้าเขา  

“อภิสิทธิอะไรไม่รู้สิ   แต่รู้ว่าฉันมีสิทธิก็แล้วกัน”  เขาตอบดัวยน้ำเสียงเรียบเฉย  ฉันมองนายมาเฟียแว่นดำดัวยความหมั่นไส้  

“มองฉันดัวยสายตาแบบนั้นเธอโกรธฉันรึไง” นี่อย่าบอกนะว่าเขาเพิ่งรู้ตัวว่าทำให้ฉันโกรธ  ฉันโกรธนายตั้งแต่นายไม่คืนโทรศัพท์ให้ฉันตั้งแต่ทีแรกแล้ว  ยังไม่รู้ตัวรึไงอีตาบ้า  

“งั้นฉันจำให้เธอหายโกรธ”  เขาคว้าโทรศัพท์ ที่อยู่ในมือฉัน โยนออกไปนอกรถ  ฉันมองดัวยความตกใจ  

“คุณทำอะไร  นั่นมันโทรศัพท์ของฉันนะ…จอดรถฉันบอกให้จอดรถไง” ฉันหันไปพูดกับชายแว่นดำที่กำลังขับรถ “ไม่ต้องจอดจนกว่าจะถึงจุดหมาย” นายมาเฟียแว่นดำพูดขึ้น  ฉันเริ่มรู้สึกโกรธเขาเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเพราะในโทรศัพท์มือถือมีทั้งเบอร์โทรของพ่อแม่ เบอร์เพื่อนที่สนิทมากและเบอร์ของเขาคนนั้นที่ทำให้ฉันมีแรงบันดาลใจ แต่ไม่เคยกล้าโทรไปหาสักครั้งและที่สำคัญในนั้นยังมีรูปถ่ายของฉันกับพ่อแม่ที่ถ่ายดัวยกัน ก่อนที่ฉันจะมาเรียนที่นี่เพื่อเก็บไว้เป็นกำลังใจยามที่ฉันท้อแท้จะได้ไม่ยอมแพ้  แต่อีตานี่กลับเอาโทรศัพท์มือถือที่เป็นเหมือนกล่องเก็บกำลังใจเล็กๆของฉันทิ้งไป 

 คุณรู้ไหมว่าโทรศัพท์เครื่องนั้นมันสำคัญกับฉันแค่ไหน”  

“ฉันไม่รู้หรอกว่าโทรศัพท์มือถือเก่าๆเครื่องนั้นมันสำคัญกับเธอยังไง  แต่ถ้าเธอไม่หายโกรธฉันสิ่งที่ฉันจะโยนออกไปคือกระเป๋าสะพายของเธอ” ฉันรีบดึงกระเป๋าสะพายมากอดไว้แน่น  นี่น่ะเหรอวิธีที่เขาทำให้ฉันหายโกรธมันยิ่งเพิ่มความโกรธให้ฉันต่างหากล่ะ  ทำไมฉันต้องมาเจอกับอีตาบ้านี่ดัวยนะ  

“ถ้าฉันออกไปจากที่นี่ได้เมื่อไรฉันจะแจ้งตำรวจมาจับคุณเข้าคุกโทษฐานทำร้ายจิตใจบังคับข่มขู่”  

“ก็เอาสิ ถ้าเธอกล้า”  เขาพูดดัวยน้ำเสียงเคร่งขรึม แล้วนี่เขาจะพาฉันไปไหนกันแน่หรือว่าลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่  เอ๊ะ!หรือว่าจะพาไปฆ่าเหมือนอย่างที่ฉันคิดจริงๆ ไม่นะฉันยังมีพ่อแม่ให้ดูแล ยังไม่ได้บอกความในใจให้ใครคนนั้นรับรู้เลย ฉันจะตายไม่ได้ จะทำยังไงดีออกจากที่นี่ยังไงดี  ตอนนี่ฉันรู้สึกกลัวไปหมด ยิ่งนาทีนี้ภายในรถเริ่มเงียบมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้นเท่านั้น จะไม่มีใครพูดอะไรเลยเหรอ   อีตาบ้ามาเฟียแว่นดำทำไมนั่งนิ่งไม่พูดอะไรเลยล่ะ เขาจะแกล้งให้ฉันเป็นยัยบ้าคิดมากรึไงกัน  เขาคงคิดว่าตอนนี้ฉันกลายเป็นลูกไก่ในกำมือของเขาไปแล้วจะบีบก็ตายจะคลายก็ตายไปไหนก็ไม่รอด 

“อย่าคิดมากสิยัยบื้อ เดี๋ยวสมองก็ระเบิดหรอก”นายมาเฟียพูดดัวยน้ำเสียงที่ดูเคร่งขรึม   เขารู้ได้ยังไงว่าเรากำลังคิดมาก…คงเป็นเพราะความเงียบงันที่ทำให้เขารู้ว่าฉันกำลังนั่งคิดอะไร  

“แล้วคุณจะพาฉันไปไหน”   

“ถ้าถึงก็รู้เอง”   นี่เขาช่างไม่รู้เลยรึไงว่าคำตอบที่ไม่ตรงคำถามแบบนี้มันทำให้ฉันหงุดหงิดและคิดมากแค่ไหน  

เฮ้อ!ถ้าตอนนี่มีโทรศัพท์ก็คงดีสินะ  ฉันจะได้โทรแจ้งตำรวจมาจับอีตาขรึมนี่  คิดแล้วก็นึกเจ็บใจตัวเองจริงๆ  

ถ้าหากเมื่อเช้าไม่ลืมโทรศัพท์ไว้ในรถอีตานี่คงได้โทรแจ้งตำรวจไปตั้งนานแล้ว   ทำไมถึงโง่อย่างนี้นะจำปูน  ไม่สิฉันจะไม่ด่าตัวเองว่าโง่เพราะนั่นหมายถึงการดูถูกตัวเอง   ฉันไม่ได้โง่ ฉันเป็นคนฉลาดแต่ถึงจะเข้าข้างตัวเองว่าฉลาด  แต่ก็แพ้ให้กับนายมาเฟียแว่นดำอยู่ดี  เขาคงวางแผนทุกอย่างหมดแล้วสินะ อยากรู้นักแผนต่อไปของเขาคืออะไร  แล้วก็อย่านึกนะว่ามันจะสำเร็จเพราะฉันนี่แหละจะเป็นคนทำลายแผนนั้นของนายเองไม่ต้องกลัว  ฉันคิด   ฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีเมื่อรถได้ขับออกจากประตูมหาวิทยาลัย  ฉันรีบหันไปมองนายมาเฟียผู้เงียบขรึมที่นั่งอยู่ข้างๆทันที  “นี่!คุณจะพาฉันไปไหนกันแน่”   

“ถ้าอยากรู้ก็บอกมาสิว่าฉันเป็นใคร  ถ้าบอกไม่ได้ก็เงียบไปชะ แล้วอย่าถามอะไรฉันอีก”  

“ถ้าจะให้เดาคุณคงเป็นมาเฟียบ้าอำนาจ เห็นแก่ตัวเอาแต่ใจตัวเอง”   

“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่มาเฟีย แล้วฉันก็ไม่ใช่คนบ้าอำนาจและเห็นแก่ตัวอย่างที่เธอกำลังกล่าวหา  กรุณาเข้าใจชะใหม่   ฉันว่าถ้าเธอไม่รู้จักฉันจริงๆ   เธอควรจะเงียบเอาไว้ให้มากที่สุด  แล้วเมื่อถึงจุดหมายเธอก็จะรู้เองว่าฉันจะพาเธอไปที่ไหน  แล้วก็ไม่ต้องคิดมากจนกลายเป็นยัยนกกระจิบสมองฝ่อไปล่ะ     ฉันไม่อยากพาเธอไปโรงพยาบาลบ้าหรอกนะ”  ซิ!ดูพูดเข้าสิ ถ้าฉันคิดมากแล้วสมองฝ่อจนต้องเข้าโรงพยาบาลบ้า นายก็คงเป็นนายนกกระจาบที่ชอบว่าให้คนอื่นทั้งๆที่มันไม่ใช่ความจริง นายก็สมควรจะเข้าโรงพยาบาลบ้าเหมือนกันนั่นแหละ  เมื่อเสียงสะท้อนในความคิดฉันเงียบลง   ภายในรถก็มีแต่ความเงียบไม่มีเสียงพูดจากใคร ชายแว่นดำที่ทำหน้าที่ขับรถก็นั่งตัวตรงทำหน้าที่ขับรถไป ชายแว่นดำที่นั่งอยู่ข้างๆอีกคนก็เอาแต่นั่งนิ่งเหมือนก้อนหินที่มีลมหายใจ ส่วนนายมาเฟียแว่นดำที่นั่งข้างๆฉันในตอนนี้  ไม่รู้ว่าเขากำลังนั่งหลับหรือกำลังนั่งคิดอะไรอยู่ใจลึกๆนึกอยากดึงแว่นตาสีดำนั่นออกมาจะได้รู้กันไปเลยว่าเขาใช่นายยืนยังเซรึเปล่า แต่ต้องหยุดไว้ที่ความคิดเพราะความกล้าที่ฉันมีอยู่ในตอนนี้มีน้อยนิดเกินกว่าจะทำอย่างที่คิดได้  ฉันได้แต่จ้องมองเขาอย่างสงสัย เขาเป็นใครกันแน่นะ เขาจะใช่… 

“มองอะไร?” เขาพูดดัวยน้ำเสียงเคร่งขรึม 

“คือฉันกำลังคิดว่าคุณอาจจะจำคนผิดก็ได้  ฉันอาจไม่ใช่จำปูนที่คุณตามหาอยู่ก็ได้นะ”  ทำไมคำถามนี้มันเพิ่งมาผุดออกจากสมองในตอนที่มันเกือบสายไปแล้วดัวยนะ 

“สมองฉันไม่ได้ฝ่อหรือความจำเสื่อมเหมือนเธอถึงจำใครไม่ได้”  

“แต่ฉันไม่รู้จักคุณ  คุณคงจำคนผิดแล้วล่ะ”  

 แต่ฉันรู้จักเธอ รู้จักดีชะดัวยสิ  เผลอๆอาจจะรู้จักเธอมากกว่าที่เธอรู้จักตัวเองเลยดัวยซ้ำ”   99.99%ฉันเริ่มมั่นใจอยู่ลึกๆแล้วว่านายมาเฟียแว่นดำนี่ต้องเป็น…เอี๊ยดเสียงรถเบรกกะทันหัน คงมีแต่ฉันที่ทำหน้าตกใจสุดขีดในนาทีนี้ “ถึงแล้วครับ”ชายแว่นดำที่เป็นคนขับรถหันมาพูดกับนายมาเฟียแว่นดำ   ฉันรีบมองออกไปนอกรถก็เห็นร้านอาหารหรูปรากฏอยู่เบื้องหน้า  ที่แท้เขาก็พาเรามาร้านอาหารหรอกเหรอ ปล่อยให้ฉันคิดมากตั้งนาน   แล้วนี่เขามีแผนอะไรอีกล่ะ  สักพักชายแว่นดำที่นั่งข้างๆคนขับก็เดินตรงมาเปิดประตูรถให้  

“ลงไปสิยัยซื่อบื้อ” นายมาเฟียพูดขึ้น  ฉันหันไปมองเขาในชั่ววินาทีนั้นเองฉันก็คิดขึ้นได้ว่าฉันต้องรีบลงจากรถที่เป็นเหมือนคุกไร้กรงเหล็กนี้ไปให้ได้   แล้วฉันจะไปแจ้งตำรวจมาจับอีตานี่ แล้วหลังจากนั้นฉันก็จะเป็นอิสระ ฉันแอบคิดพลางแอบยิ้มในใจเบาๆ  

“มองอะไรรีบลงไปสิ”  คำพูดของเขาทำให้ความคิดที่ผุดขึ้นใหม่ถูกกลบหายไปในทันที   ฉันหันไปด้านประตูทางออกอีกครั้งก็เห็นอุปสรรคขนาดใหญ่กำลังขว้างทางอยู่ตรงหน้า   ฉันจะวิ่งฝ่าชายแว่นดำนี่ไปยังไงดี ถ้าหากฉันหายตัวได้ก็คงดีสินะ  ฉันแอบถอนหายใจยาว แล้วรีบก้าวเท้าลงจากรถโดยมีนายมาเฟียลงตามหลังมา  

“ไปเถอะ” นายมาเฟียดึงแขนฉันไป  มือที่หยาบกระด้างเขาทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนและความอำมหิตในเวลาเดียวกัน 

“ปล่อยฉันนะฉันไม่ไปกับคุณ”ฉันพยามแกะมือของเขาออกจากแขนแต่ไม่สำเร็จ  เขายังคงจับแขนฉันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย นี่เรากำลังเป็นลูกไก่ตัวน้อยๆให้เขาบีบเล่นจริงๆเหรอ ไม่!ฉันจะไม่เป็นลูกไก่ในกำมือนายมาเฟียนี่หรอก ฉันรีบสะบัดแขนออกจากมือเขาสุดแรงและในที่สุดเขาก็ยอมปล่อย 

“ฉันจะไปแจ้งตำรวจมาจับคุณข้อหาทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจบังคับข่มขู่”

“จะไปแจ้งตำรวจก็รีบไปสิ หวังว่าเธอคงไปถูก” เขาพูดดัวยน้ำเสียงเคร่งขรึมก่อนเดินตรงไปที่ประตูหน้าร้านอาหารพร้อมกับชายแว่นดำอีกสองคน   ทิ้งฉันให้ยืนงงอยู่ที่รถลำพัง 

 "ถึงฉันจะไม่รู้ว่าสถานีตำรวจอยู่ที่ไหนฉันก็จะไปถามคนแถวนี้ดูก็ได้  แล้วฉันก็จะเอาตำรวจมาจับคุณคราวนี้ล่ะ มาเฟียอย่างคุณไม่รอดแน่”   ฉันตะโกนตามหลังเขา  เขารีบหันมามองแล้วเดินตรงมาที่ฉันทันที เมื่อเขามายืนอยู่ตรงหน้าฉันก็รู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก 

“ถ้างั้นก็รีบเอาตำรวจมาจับฉันเข้าคุกเร็วๆซิฉันรออยู่   ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตำรวจจะเชื่อคำพูดของยัยเด็กสมองฝ่ออย่างเธอรึเปล่า” พูดจบเขาก็เดินกลับไปทางเดิม  

"ว่าไงนะยัยเด็กสมองฝ่องั้นเหรอ ซิ!นายต่างหากที่สมองฝ่อหรือว่านี่จะเป็นแผนของเขาที่จะเอาเรามาทิ้งไว้ที่นี่  คนอย่างจำปูนไม่ได้จนตรอกอย่างที่นายคิดหรอกนะ  ฉันรีบเดินเข้าไปถามคนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นจนได้คำตอบว่าสถานีตำรวจอยู่ที่ไหน  คราวนี้ล่ะนายเสร็จฉันแน่เมื่อนึกถึงภาพที่เขาอยู่ในคุกฉันก็อดยิ้มไม่ได้ แต่ลึกๆก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่ต้องทำแบบนั้น  ถึงเขาจะทำร้ายจิตใจบังคับข่มขู่แต่เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีพระคุณของฉันเหมือนกัน  ถ้าเมื่อเช้าไม่ได้เขา ฉันคงเข้าเรียนสายแน่ๆ ไม่สิฉันต้องไม่ลังเลใจ ท่องไว้สิจำปูนเขาเป็นมาเฟียๆ เขาไม่ใช่คนดีอย่างที่คิด  เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดที่จะแจ้งความจับเขา 

“ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตำรวจจะเชื่อคำพูดยัยเด็กสมองฝ่ออย่างเธอรึเปล่า” เสียงของนายมาเฟียดังขึ้นมาในใจอีกครั้ง เชื่อสิตำรวจจะต้องเชื่อฉัน  ฉันก็รีบค้นหากระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในกระเป๋าสะพายทันทีแต่ไม่เจองานเข้าแล้วยัยจำปูน  นอกจากโทรศัพท์จะถูกโยนทิ้งแล้วยังกระเป๋าสตางค์หายอีกเหรอ  จะทำยังไงดี   ถ้าไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้หรือว่าฉันจะต้องไปขอร้องอีตาบ้านั่น  ขอร้องให้เขาพาฉันกลับไปที่มหาวิทยาลัย แล้วฉันจะไม่เอาตำรวจมาจับเขางั้นเหรอ ฉันจะใจดีเกินไปรึเปล่า ช่างมันเถอะถ้าหากทางออกนั้นมันทำให้ฉันกลับไปมีอิสระอีกครั้ง ฉันจึงตัดสินใจเดินตรงไปที่ร้านอาหารหรู แต่พอเดินไปถึงหน้าประตูเข้าร้านฉันกลับไม่กล้าเข้าไป 

“เชิญเข้าไปด้านในเถอะครับคุณจำปูน คุณชายกำลังรอคุณอยู่” เสียงหนึ่งดังขึ้น  ไม่บอกก็รู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร   

คงเป็นเสียงของชายแว่นดำลูกน้องของอีตามาเฟียนั่นแน่ฉันจำเสียงเขาได้ ฉันรีบหันไปมองเจ้าของเสียงอย่างตั้งใจ นี่ไงทางรอดของฉันเสียงหัวใจฉันตะโกนขึ้น

“เชิญครับคุณจำปูน”เขาพูดก่อนที่จะเดินนำหน้าฉันไป นี่ยัยจำปูนแกบ้าไปแล้วรึไงจะเดินกลับไปหาอีตานั่นอีกทำไม กลับไปก็เท่ากับว่าจะยอมเป็นลูกไก่ให้เขาบีบเล่นอีกน่ะสิ แกนี่โง่จริงๆ  เสียงความคิดหนึ่งที่ดังสะท้อนออกมาในใจเบาๆเกือบจะทำให้ฉันล้มเลิกความคิดที่จะไปเรียกร้องอิสระจากนายมาเฟีย   ช่างเถอะจำปูนถึงจะเป็นลูกไก่ในกำมือของเขาให้เขาบีบเล่น แต่ถ้ามันแลกอิสระได้ฉันก็ยอม  นี่อีตามาเฟียกรุณาจำไว้ด้วยนะว่าฉันไม่ได้มาง้อนายฉันแค่มาเรียกร้องอิสรภาพของฉันกลับคืนมา ฉันคิดพร้อมกับเร่งฝีเท้าเดินตามหลังนายแว่นดำด้วยความรู้สึกกล้าๆกลัวๆ สายตาทุกคู่ของคนที่มานั่งทานอาหารในร้านอาหารหรูแห่งนี้ต่างก็จ้องมองมาที่ฉันเหมือนว่าฉันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ไม่เคยพบเห็นมาก่อนอย่างนั้นแหละ  คงเป็นเพราะคนที่เดินอยู่ข้างหน้านั่นแหละที่ทำให้ฉันเป็นที่จับตามองและกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ไปโดยปริยาย 

“เชิญโต๊ะนี้ครับคุณจำปูน” ชายแว่นดำผ่ายมือไปที่โต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งฉันหยุดเดินแล้วหันไปมองเจ้าของโต๊ะที่นั่งอยู่ก่อนหน้านั้น 

“ไหนล่ะตำรวจที่จะเอามาจับฉัน”  นายมาเฟียพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม   

“ฉันตัดสินใจจะไม่แจ้งความจับคุณ แต่คุณต้องพาฉันกลับมหาวิทยาลัยตอนนี้และเดี่ยวนี่ด้วย”  

“เธอไม่มีสิทธิออกคำสั่ง…รีบนั่งลงชะ ส่วนเรื่องที่ให้ไปส่งที่มหาวิทยาลัยฉันไปส่งเธอแน่ไม่ต้องห่วง”   สงสัยอีตานี่คงมีแผนอะไรอีกแน่ๆ เชอะ!ฉันไม่หลงกลนายหรอก 

“ยืนบื้ออยู่ทำไมรีบนั่งสิอยากเป็นจุดเด่นหรือยังไง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเคร่งขรึม ฉันมองไปรอบๆก็เห็นคนอื่นจ้องมองมาที่ฉันยืนอยู่ฉันจึงตัดสินใจนั่งตามคำสั่งของเขาทั้งๆที่ฉันไม่ต้องการทำอย่างนั้นเลยสักนิด ฉันสังเกตเห็นนายมาเฟียแอบขำเบาๆในการกระทำของฉัน มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกโกรธตัวเอง สุดท้ายเธอก็ต้องกลับมาเป็นลูกไก่ในกำมือของฉันอีกจนได้ เขาคงคิดแบบนั้น 

“เอาไปดูสิ”นายมาเฟียยื่นเมนูอาหารมาให้พร้อมกับมองไปที่ชายแว่นดำสองคนที่คอยยื่นคุ้มฉันอยู่ข้างๆ  

“พวกนายสองคนก็รีบนั่งลงแล้วสั่งอาหารชะ”  

“ขอบคุณครับคุณชาย”  ซิ!คุณชายๆพูดอยู่ได้หน้าหมั่นไส้จริงๆ ควรเรียกอีตานี่ว่าคุณมาเฟียบ้าอำนาจสิถึงจะถูก เมื่อชายแว่นดำทั้งสองคนนั่งลงเขาก็รีบหันมองมาที่ฉันที่กำลังจ้องมองเขาตาเขม่น 

“มองทำใม” ฉันล่ะสายตาจากเขาแล้วรีบเปิดเมนูอาหารที่อยู่ในมือทันที  ให้ตายเถอะ! ทำไมเมนูอาหารร้านนี้มีแต่ภาษาอังกฤษนึกว่าฉันเรียนภาษาอังกฤษเก่งรึนักไงกัน  แล้วจะสั่งอาหารยังไงในเมื่อฉันแปลอะไรไม่ออกสักอย่าง ถ้าหากพูดชื่ออาหารผิดอีตามาเฟียนี่กับลูกน้องของเขาต้องหัวเราะเยาะฉันแน่ 

“รับอะไรดีครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้น ฉันรีบมองไปยังเจ้าของเสียง  ชายร่างสูงที่อยู่ในชุดพนักงานบริการในร้านอาหารฉีกยิ้มให้ฉัน 

“ผมเอาเหมือนเมื่อวานครับ”นายมาเฟียพูดขึ้น

“ผมก็เอาเหมือนเมื่อวานครับ” ชายแว่นดำอีกสองคนพูดพร้อมกัน  ร้านนี้คงเป็นร้านประจำของพวกเขาล่ะมั่ง  เมื่อชายแว่นดำสั่งอาหารเสร็จพนักงานบริการก็รีบเก็บเมนูอาหารแล้วเดินจากไปทันทีทำเอาฉันงงจนทำหน้าไม่ถูก ฉันรีบหันไปมองหน้านายมาเฟียแว่นดำพลางส่งสายตาไปถามว่าฉันยังไม่ได้สั่งอาหารเลยทำไมพนักงานบริการถึงรีบไปล่ะ 

“เธอแปลกใจอะไรถึงมองหน้าฉันแบบนั้น”  

“เปล่าไม่มีอะไรคะ”  

“ไม่มีอะไรจริงๆงั้นเหรอ  แต่หน้าเธอมันบ่งบอกว่ามีนะ…เธอไม่ต้องกลัวหรอกนะว่าจะไม่ได้ทานอาหารเที่ยงเพราะฉันสั่งอาหารไว้ให้เธอเรียบร้อยแล้วเป็นของโปรดเธอชะด้วยสิ”  นายมาเฟียพูดพลางฉีกยิ้มเล็กๆ  สั่งอาหารไว้แล้วงั้นเหรอสงสัยเขาต้องมีแผนอะไรอีกแน่ๆ 

“เธอไม่อยากรู้เหรอว่าเป็นอะไร”   

“ผัดกระเพราไข่ดาวมาแล้วครับคุณผู้หญิง”เสียงพนักงานบริการดังขึ้นอีกครั้ง  เขาวางผัดกระเพราจานใหญ่ลงบนโต๊ะก่อนที่จะยิ้มให้ฉันแล้วเดินจากไป 

“ผัดกะเพราไข่ดาวของโปรดของฉัน…แต่เอ๊ะ!เขารู้ได้ยังไงว่าผัดกะเพราไข่ดาวเป็นอาหารจานโปรดของฉัน แล้วร้านอาหารหรูแบบนี่มีผัดกะเพราขายได้ยังไง   นี่คุณทำไมร้านอาหารหรูแบบนี้มีผัดกะเพราขายด้วยล่ะค่ะ” 

“มันไม่มีหรอกแต่ฉันสั่งให้เขาทำให้เธอ รีบทานชะสิ!”เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม  เอ๊ะ!หรือว่านี่เป็นแผนของเขา  เขาต้องเอายาสลบปนในอาหารให้ฉันทานแล้วแอบพาฉันไปฆ่าแน่ๆ ถ้าเขาทำอย่างนั้น  ทุกคนที่อยู่ในร้านอาหารก็ต้องเห็นสิ    คงไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกนะจำปูนหัดมองโลกในแง่ดีชะบ้างสิ   ฉันก็อยากจะมองโลกในแง่ดีอยู่หรอกถ้าทุกอย่างไม่ได้เกิดจากความคิดและฝีมือของนายมาเฟียแว่นดำคนนี้ที่ทำให้ฉันต้องหวาดกลัวตลอดเวลา 

“ทำไมไม่ทานล่ะหรือเธอคิดว่าฉันแอบใส่ยาสลบลงไปในอาหารงั้นเหรอ”   ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ทุกอย่างในสิ่งที่ฉันคิด  

“เปล่าฉันก็แค่ไม่เชื่อและไม่ไว้ใจคนอย่างคุณเท่านั้นเอง”

 เหอะ…ยัยบื้อนี่!” นายมาเฟียมองหน้าฉันด้วยความไม่พอใจก่อนที่จะหันไปมองทางอื่น 

“นี่ยัยสมองตื้นฉันไม่ได้คิดอะไรบ้าๆแบบนั้นแล้วฉันก็ไม่ได้พิศวาสอะไรในตัวเธอเลย   จะบอกให้นะอย่างเธอน่ะ  แม้แต่เงาก็ไม่อยู่ในสายตาของฉันหรอกแล้วที่ฉันพาเธอมาร้านอาหารก็ไม่ได้แปลว่าฉันให้ความสำคัญกับเธอ  ฉันแค่ต้องการเลี้ยงข้าวเธอถือชะว่าเป็นการเลี้ยงฉลองในการกลับมาของเธอก็แล้วกัน   แล้วฉันก็ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นโปรดเข้าใจชะใหม่” เขาหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม  ฉลองการกลับมางั้นเหรอ   ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นนายยืนแน่ๆ ถ้าเป็นเขาจริงๆล่ะก็  ฉันจ้องหน้านายมาเฟียตาเขม่น 

“เธอมองอะไรอย่าบอกนะว่าเธอพิศวาสฉันเข้าแล้ว” อีตานี่คิดได้ยังไง  อย่างฉันน่ะเหรอจะไปพิศวาสคนอย่างนายฝันไปเถอะ

“เปล่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับคุณแบบนั้นฉันแค่สงสัยว่าคุณเป็นใครกันแน่…” 

“อีกไม่นานเธอก็จะรู้เองรีบทานข้าวชะ”

“เป็นความลับงั้นเหรอ”

“มันไม่ใช่ความลับแต่ยังบอกไม่ได้…กรุณาอย่าถามมากได้ไหมรีบทานข้าวชะจะได้รีบไป”  ฉันรีบก้มมองจานผัดกระเพราไข่ดาวที่อยู่ตรงหน้า   ฉันจะลองเชื่อใจในความเป็นสุภาพบุรุษของอีตานี่สักครั้งหวังว่าเขาจะไม่หลอกหรือมีแผนอะไรแกล้งฉันอีกนะ  

“มาแล้วครับเมนูอาหารที่คุณผู้ชายสั่ง”  ฉันเหลือบตามองไปยังจานอาหารของนายมาเฟียกับชายแว่นดำ สเต็กกับสปาเก็ตตี๋งั้นเหรอน่ากินชะมัดเลย ฉันคิดก่อนที่จะตักผัดกะเพราไข่ดาวของตัวเองเข้าปากคำแรก ขอบใจนายมากนะ ฉันแอบขอบคุณนายมาเฟียในใจเบาๆ    หลายนาทีต่อมา   กริ๊งๆๆๆเสียงโทรศัพท์มือถือของนายมาเฟียดังขึ้น   

“อันโหล…ว่าไงนะ!…ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” พูดจบเขาก็รีบวางสายทันที  

“รีบไปเถอะ”เขาหันมาพูดกับชายแว่นดำทั้งสองคนพร้อมกับลุกขึ้น  

“ไปเถอะยัยบื้อ” เขาพูดพลางเอื้อมมือมาดึงแขนฉันไป  ฉันรีบลุกขึ้นด้วยความดีใจ  ในที่สุดประตูแห่งอิสรภาพก็เปิดออกแล้ว ฉันคิดพลางแอบยิ้มในใจ  

“คุณจะพาฉันกลับไปที่หาวิทยาลัยใช่ไหมค่ะ” เขารีบปล่อยแขนฉันโดยที่ไม่พูดอะไรเอาแต่ทำหน้าบึ้งแล้วเดินนำหน้าไป   โดยมีชายแว่นดำอีกสองคนเดินตามหลัง  มองดูนายมาเฟียจากด้านหลังเขาก็เหมือนนายยืนยังเซเหมือนกันนะ…ไม่สิฉันต้องไม่พูดชื่อผู้ชายคนนั้นให้มันแสลงใจ เขาต้องไม่ใช่นายยืนนั่น ต้องไม่ใช่เด็ดขาด  ฉันก้มหน้าพลางส่ายหัวไปมาเหมือนว่าต้องการให้ความคิดนี้หลุดออกไปจากความคิด  ในขณะนั้นเองหน้าผากของฉันก็ไปชนหลังของนายมาเฟียเข้าอย่างจัง 

"คุณหยุดเดินทำไม” ฉันเงยหน้าถามเขาด้วยความรู้สึกสงสัยนิดๆ 

“ผัดกะเพราเมื่อกี้จาน150บาท อย่าลืมเอาเงินมาจ่ายฉันล่ะ”  

“ว่าไงนะ!ไหนคุณบอกว่าคุณเลี้ยงไงล่ะ”

“เธอเชื่อฉันงั้นเหรอ จะบอกให้นะยัยบื้อของฟรีมันไม่มีในโลกหรอก”  เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยก่อนที่จะเดินหันกลับไปทางเดิม  

“คุณมันไม่มีสัจจะเห็นแก่ตัวและบ้าอำนาจที่สุด”

“พูดจบรึยัง  ถ้าพูดจบแล้วก็รีบตามมาสิ  ฉันไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดว่าฉันพาเธอมาจากโรงพยาบาลบ้าหรอกนะ”  ว่าไงนะ!อีตานี่ว่าเราบ้างั้นเหรอ ฉันเริ่มรู้สึกโกรธในคำพูดของเขาขึ้นมาทันที  ฉันมองไปรอบๆด้วยความรู้สึกกล้าๆกลัวๆ เห็น ทุกคนกำลังจ้องมองมาทางฉัน  ให้ตายเถอะนี่เรากำลังเป็นคนบ้าในสายตาของคนพวกนี่อยู่เหรอ  ฉันรีบวิ่งตามหลังนายมาเฟียทันที    เงิน150บาทเราจะไปหาจากที่ไหน กระเป๋าสตางค์ก็หาย   พอเดินมาถึงที่รถสีดำคันหรู 

เขาก็หันมามองฉัน “ไม่นึกว่าเธอจะใช้กระเป๋าสตางค์ซิบแตกแบบนี้อยู่” เขาพูดพร้อมกับโยนสิ่งหนึ่งมาตรงหน้าฉัน  

“นี่มันกระเป่าสตางค์ของฉันนิ คุณไปเจอมันที่ไหน”  

“มันไม่สำคัญหรอก รีบขึ้นรถเถอะอยากกลับใจจะขาดแล้วไม่ใช่เหรอ” พูดจบเขาก็ดึงมือฉันไปที่รถ  ฉันรีบดึงมืออกทันที   อีตานี่กล้าดียังไงมาจับมือฉัน  ไม่รู้รึไงว่ามือคู่นี้ของฉัน ฉันเก็บไว้ให้ใครบางคนที่ฉันมีใจให้คนนั้น ไม่ใช่นายชะหน่อย   พอชายแว่นดำคนหนึ่งเปิดประตูให้  นายมาเฟียก็รีบดึงแขนฉันเข้าไปในรถพร้อมกับเขาทันที    

ตึก..เสียงประตูรถถูกปิดดังขึ้น  เมื่อทุกอย่างพร้อมรถก็เคลื่อนตัวออกไปในทันที  ฉันรีบขยับไปนั่งห่างจากนายมาเฟีย 

“เธอกลัวฉันรึไงถึงต้องขยับไปนั่งไกลขนาดนั้น”  เขาหันมาถาม นั่นสิจำปูนเธอกลัวอีตานี่รึไง  

เอ๊ะ!หรือว่าที่เธอกลัวเขาเป็นเพราะใจเธอหวั่นไหวไปกับเขา  ไม่!ใจฉันไม่ได้หวั่นไหวชะหน่อย  ฉันหันไปจ้องหน้าเขาเพื่อพิสูจน์ว่าใจฉันไม่ได้หวั่นไหวจริงๆ 

“ผัดกะเพราจาน150ใช่ไหมค่ะ” ฉันถาม  

“ฉันแค่แกล้งพูดให้เธอคิดมากไปอย่างนั้นเอง  ฉันไม่ได้จะเก็บเงินยัยงกอย่างเธอจริงๆหรอก”  นี่เขาเห็นเราเป็นเพื่อนเล่นรึไง  แต่ก็เอาเถอะอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ฉันก็จะไม่ใช่ของเล่นของนายอีกต่อไป ฉันจะได้เป็นอิสระแล้ว ฉันคิดแล้วยิ้มบางๆ  

“ยิ้มน่ากลัวแบบนั้นคงมีแต่เธอเท่านั้นที่ทำได้” ฉันรีบหุบยิ้มแล้วหันไปมองหน้านายมาเฟีย  

“คุณว่ายิ้มของฉันมันน่ากลัวงั้นเหรอ”  

“ใช่!แล้วฉันก็เคยบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่ายิ้มน่ากลัวแบบนั้น  บางทีคนที่เห็นรอยยิ้มของเธออาจจะหัวใจวายตายเลยก็ได้”  ซิ!ดูพูดเข้าสิ

“แล้วทำไมคุณเห็นรอยยิ้มของฉัน  คุณถึงไม่หัวใจวายอย่างที่คุณว่าล่ะค่ะ”  

“โทษทีนะบังเอิญฉันเป็นพวกคนหัวใจแข็งแรงก็เลยไม่ตกใจกับยิ้มน่ากลัวของเธอ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  

ซิ!หัวใจแข็งแรงงั้นเหรอแข็งกระด้างชะมากกว่าอีตามาเฟียจอมเย็นชาเอ๊ย    ภายในรถกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง  ฉันหันไปจดจ่อกับจุดมุ่งหมายเดียวของฉันนั่นก็คือมหาวิทยาลัย   ถ้าฉันไปถึงที่นั่นฉันจะรีบวิ่งหนีลงไปจากรถอีตานี่ทันที  ฉันได้แต่มองออกไปนอกรถมองหาจุดหมายที่ไม่รู้อยู่ไหน มองไปยังอิสรภาพที่ฉันโหยหาจนไม่ได้นึกสนใจนายมาเฟียที่นั่งอยู่ข้างๆ    กริ๊งๆๆๆเสียงโทรศัพท์ของนายมาเฟียดังขึ้น 

“ว่าไง…ฉันใกล้ถึงแล้ว”  พูดแค่นั้นเขาก็รีบวางสายก่อนที่จะหันไปสั่งชายแว่นดำให้ขับรถเร็วขึ้น    สักพักพอมองออกไปนอกรถอีกครั้งฉันก็เจอทางเข้าของจุดหมายนั่นก็คือมหาวิทยาลัยไปส่งยัยบื้อนี่ที่หน้าตึก7 เขารู้ได้ยังไงว่าเราต้องไปที่นั่นทั้งๆที่ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย  ฉันรีบหันไปมองเขาด้วยความสงสัย  

“เธอสงสัยอะไรถึงมองหน้าฉันแบบนั้น”  

“คุณรู้ได้ยังไงว่า…” 

“บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับยัยโง่อย่างเธอแล้วฉันจะไม่รู้”   ว่าให้ฉันโง่งั้นเหรอ  อย่างนายฉลาดตายล่ะ  “คุณเป็นใครกันแน่?” 

“นึกว่าเธอรู้แล้วชะอีก   แต่ก็ดีเหมือนกันปล่อยให้เธอสงสัยอย่างนี้แหละดีแล้วเพราะถ้าขืนเธอรู้ว่าฉันเป็นใครในตอนนี้เธอคงทำตัวไม่ถูกแน่    นายมาเฟียนี่ต้องเป็นนายยืนแน่ๆต้องใช่เขาแน่ๆ   แต่ว่าอย่างนายยืนนะเหรอจะเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอย่างมหาวิทยาลัยตะวันยิ้มได้นิสัยก้าวร้าวเกเรออกอย่างนั้นไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด  แต่ก็ไม่แน่  พอรถยนต์สีดำคันหรูเคลื่อนตัวไปที่หน้าตึก7ฉันก็แอบยิ้มในใจ ใกล้ถึงเวลาที่ประตูอิสรภาพจะถูกเปิดออกแล้วสินะ  

“ดีใจล่ะสิที่จะได้ออกไป”นายมาเฟียพูดเหมือนรู้ทัน   

“เอ่อ…ฉันขอบคุณ   คุณมากเลยนะคะกับทุกอย่างที่คุณทำให้ฉัน”   

“ฉันทำให้เธอที่ไหนกันอย่าสำคัญตัวผิดนักสิ” นายมาเฟียพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“เอ๊ะ!” ฉันรู้สึกงงในคำพูดของเขาอย่างบอกไม่ถูก  ทุกอย่างที่เขาทำ เขาไม่ได้ทำเพื่อฉันหรอกเหรอจริงสิจำปูน  คนอย่างเธอน่ะใครจะมาทำดีให้ถ้าเขาไม่ต้องการอะไรจากเธอ  แล้วอีตานี่เขาต้องการอะไรจากฉันกันล่ะ  ต้องการเวลา  ต้องการแกล้ง  ต้องการทำความรู้จักหรือต้องการให้ฉันจำเขาได้กันแน่  จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังนึกไม่ออกว่าเขาเป็นใครแล้วฉันไปรู้จักเขาตอนไหน?  แต่ก็ช่างมันเถอะมันไม่สำคัญอีกแล้วเพราะอีกไม่นานฉันกับเขาก็จะจากกัน  แล้วก็จะไม่ได้เจอกันอีก ฉันยิ้มในใจเบาๆพลางหันไปขอบคุณนายมาเฟียที่นั่งอยู่ด้านหน้าอีกสองคน

“จริงสิ”นายมาเฟียพูดขึ้นพร้อมกับยื่นบางสิ่งให้ฉัน  

“อะไรเหรอคะ…นี่มัน!โทรศัพท์ของฉันที่คุณโยนมันทิ้งไปแล้วนิ  มันมาอยู่กับคุณได้ยังไง ”  

“เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอก”จะว่าไปนายมาเฟียนี่ก็ไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิดชะหน่อยถึงจะดูเป็นคนเงียบแต่ร้ายอยู่ลึกๆก็เถอะ”  เอี๊ยด!เสียงรถเบรกกะทันหัน  ฉันตกใจแทบทำหน้าไม่ถูก 

“ถึงแล้วครับคุณชาย” นายแว่นดำหันมาพูดกับนายมาเฟีย 

“รีบลงไปสิเดี๋ยวก็ไปเรียนสายหรอก”

“ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณมากจริงๆนะคะที่คุณเอาโทรศัพท์มาคืนฉัน คุณรู้ไหมว่าโทรศัพท์เครื่องนี้มีความสำคัญกับฉันมากแค่ไหน”  

“เพราะฉันรู้ไง ฉันถึงเอามาคืนยัยโง่อย่างเธอ”  เขาพูดพร้อมกับหันมาสบสายตากับฉัน 

“ขอบคุณ คุณจริงๆค่ะ แล้วหวังว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีก” พูดจบฉันก็รีบหันไปเปิดประตูรถด้วยความรู้สึกดีใจสุดๆ 

“เดี๋ยว!”นายมาเฟียร้องทักขึ้น  

“มีอะไรเหรอคะ”

“ใครบอกว่าเราจะไม่เจอกันอีก เราต้องได้เจอกันอีกแน่และต่อให้เธอหนีฉัน เธอก็หนีฉันไม่พ้นหรอก”คำพูดของเขายิ่งทำให้ฉันรู้สึกสงสัยมากขึ้น  ทำไมฉันต้องได้เจอเขาอีก เขาเป็นใครกันแน่นะ

 “รีบลงไปสิ”  ฉันรีบลงจากรถสีดำคันหรูนั่นทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง  ในสมองของฉันคิดแต่เพียงว่านายมาเฟียแว่นดำคนนี้เป็นใครกันแน่   ตึก!เสียงปิดประตูรถดังขึ้นทำให้ฉันเรียกสติกลับคืนมาอีกครั้ง  ในขณะที่รถสีดำคันหรูนั้นก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงความสงสัยมากมายที่ยังค้างคาอยู่ในใจฉัน   ช่างเถอะๆอย่าคิดมาเลยจำปูนเขาจะเป็นใครก็ช่าง   ตอนนี้เธอต้องไปเรียนไม่ใช่มาคิดถึงแต่เรื่องผู้ชายคนนั้นให้มันรกสมอง ฉันคิดพลางส่ายหัวไปมาให้ความสงสัยที่มีนั้นฟุ้งกระจายหายไปจากความคิด   ฉันหันไปมองหน้าตึก7ก็เห็นหลายคนต่างก็จ้องมองมาที่ฉันอย่างสงสัย  เขามองอะไรกันนะ คงเป็นเพราะรถสีดำคันหรูนั่นแน่ที่ทำให้ฉันเป็นที่จับตามองและเป็นที่สงสัยของทุกคน   นาทีนี้ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันกลายเป็นสิ่งที่น่าประหลาดในสายตาใครต่อใครอย่างบอกไม่ถูก มันต้องมีอะไรสักอย่างแน่ๆ ฉันรำพึงในใจเบาๆ ฉันรีบเดินไปที่บันไดเพื่อขึ้นไปเรียนที่ชั้น๕ของตึก  แต่กลับเจอชายร่างสูงสวมแว่นตาสีดำแต่งตัวเหมือนบอดี้การ์ดยืนอยู่ข้างๆบันได ฉันรีบวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วเพราะฉันรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ต้องเป็นคนของนายมาเฟียนั่นแน่ 

“เดี๋ยวก่อนครับคุณ”เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นเมื่อฉันกำลังจะวิ่งขึ้นบันไดไปถึงชั้นสอง ฉันรีบหันไปมองอย่างสงสัย ทั้งๆที่ฉันควรจะวิ่งหนีแต่ทำไมฉันกลับต้องหยุดหันไปมองเขาด้วยก็ไม่รู้  

“คุณจำปูนใช่ไหมครับ”ชายแว่นดำถามขึ้น อย่าบอกนะจำปูน  ถ้าเธอบอกเธอตายแน่  เสียงหนึ่งดังสะท้อนมาเบาๆ  “ไม่ใช่คะฉันไม่ได้ชื่อจำปูน” ฉันไม่ได้อยากโกหกใครแบบนี้เลยแต่มันจำเป็นจริงๆ   เธอทำถูกแล้วจำปูน

“ถ้าคุณไม่ใช่จำปูน แล้วคุณจะหนีทำไมล่ะครับ”   เขาพูดพร้อมกับเดินมาหาฉัน  ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที  อยากจะวิ่งหนีแต่เหมือนมีบางสิ่งมาดึงขาฉันเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว หนีสิจำปูนรีบวิ่งหนีไปสิ เสียงใจคอยบอกฉันเบาๆ

“คุณไม่ต้องคิดหนีหรอกครับเพราะต่อให้คุณจะหนี ผมก็หาคุณเจออยู่ดีครับ”  

“คุณมีอะไรกับฉันเหรอคะ”

“ผมไม่มีอะไรหรอกครับ แต่เจ้านายผมฝากให้ผมเอาจดหมายนี่มาให้คุณ”  ฉันรีบรับมาด้วยมือสั่นๆ  เขาคิดจะทำอะไรของเขาอีกกันแน่  ฉันรีบเปิดอ่านทันที 

“นี่ยัยบื้อเลิกเรียนแล้วไปเจอฉันที่หน้ามหาวิทยาลัย ห้ามขาด ห้ามสาย ห้ามตาย นี่คือคำสั่งเข้าใจไหม”  ประโยคนี้มันคุ้นๆเหมือนเคยได้อ่านที่ไหน ใช่แล้ว!จดหมายเมื่อวานอย่าบอกนะว่าอีตามาเฟียนั่นคือเจ้าของกระดาษแผ่นนั้น  ต้องใช่แน่ๆ ใช่เขาแน่แล้วเขารู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่หอพักใน แล้วเขารู้จักเบอร์โทรศัพท์ของฉันได้ยังไง หรือว่าเขาจะเป็น…  

“เจ้านายของคุณเป็น…” ฉันรีบเงยหน้าขึ้นมองหาชายแว่นดำแต่ก็ไม่เจอ  

“หายไปไหนแล้วล่ะ” ฉันพูดพลางมองหาแต่ก็ไม่เจอ  ฉันไม่มีวันทำตามคำสั่งนายมาเฟียนั่นหรอก ไม่มีทางเด็ดขาด
 ฉันคิดพร้อมกับรีบขึ้นบันไดไปทันที  พอฉันเดินขึ้นบันไดชั้น2ของอาคารเรียน ผู้คนที่เดินขึ้นลงบันไดต่างก็จ้องมองมาที่ฉัน สายตาของพวกเขาเหมือนจะเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ที่ต้องที่การคำตอบบางอย่างจากฉัน  ฉันได้แต่ยิ้มให้กับ พวกเขาทั้งที่ในใจก็แอบสงสัยอยู๋ไม่น้อย    ทำไมทุกคนมองเราแบบนั้น สงสัยจะเป็นเพราะเราเป็นเด็กปีหนึ่งที่ไม่สวยที่สุด ในมหาวิทยาลัยล่ะมั่ง

“น้องคนนี้ไงเธอ”เสียงหนึ่งดังขึ้น มาจากด้านหลังฉันรีบหันไปมอง  เห็นรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้ตรงจุดที่ฉันยืนอยู่ แล้วเดินผ่านไป  ฉันไม่รู้ว่าฉันกำลังเป็นตัวอะไรในสายตาของพวกเขากันแน่  แต่ที่ยังสงสัยในตอนนี้ทำไมทุกคนถึงมองฉันด้วยความไม่พอใจแบบนั้นด้วย   ฉันทำอะไรผิดงั้นเหรอถึงฉันจะไม่ใช่นักโทษที่รอการประหาร  แต่ฉันเหมือนรู้สึกเป็นนักโทษที่ถูกสายตาของคนพวกนั้นทรมานอย่างช้าๆ

“ทำไมนะใครต่อใครถึงมองเราแบบนั้น” ฉันเฝ้าถามคำถามนี้กับตัวเองอยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยได้คำตอบ  ฉันรีบวิ่งไปยังชั้น5ของอาคารเรียน เพื่อที่จะเข้าห้องให้ทันเวลา  บางทีที่นั่นอาจเป็นที่แห่งเดียวที่ทำให้ฉันไม่ต้องเจอกับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามแบบนี้ แต่ไม่เลยเพราะเมื่อฉันย่างเท้าเข้าไปในห้องเรียนเพื่อนทุกคนต่างจ้องมองฉันด้วยสายตาที่มากด้วยคำถามที่รอคำตอบ  แต่ไมมีใครกล้าถาม นาทีนี้ฉันรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก  

“เฮ้อ!”ฉันแอบถอนหายใจเบาๆพลางปั้นหน้ายิ้มให้เพื่อนเพื่อกลบเกลื่อนความสงสัยที่มันมีมากจนล้นสมอง   

“ทำไมนะเพื่อนๆถึงมองเราแบบนั้น อะไรนะคือเหตุผล”   ประโยคนี้ลอยวกวนอยู่ในสมองของฉันอยู่หลายรอบ ถึงฉันอยากรู้ แต่ไม่กล้าคิดที่จะถามเพราะกลัวในบางสิ่ง  

หลังเลิกเรียน พอทุกคนออกไปจากห้องทุกอย่างก็เงียบลงมีเพียงฉันที่นั่งอยู่อย่างเดียวดายกับโต๊ะที่ว่างเปล่า  ฉันไม่อยากออกไปจากห้องนี้เลยเพราะกลัวได้เจอกับสายตาเดิมๆนั่นอีก  แต่ก็ต้องออกไปอยู่ดีเพราะฉันคงไม่สามารถขังตัวเองอยู่ในห้องนี้ไปได้ตลอดชีวิต  

“เฮ้อ!”ฉันถอนหายใจเบาๆก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูห้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรนั่นอีกครั้ง  ฉันเดินลงบันไดจากชั้น5มายังชั้น2ของอาคารเรียนด้วยความรู้สึกเหนื่อยๆ  แต่ในขณะที่ฉันจะเดินลงไปชั้นล่าง  ฉันกลับเจอคนของนายมาเฟียแว่นดำที่ยืนอยู่ตรงทางเข้า-ออกอาคารเรียน ความรู้สึกเหนื่อยที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็ผลันหายไป 

“เขาต้องมารอฉันแน่ๆถ้าเดินลงไปก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น” ฉันรำพึงในใจ    ฉันรีบวิ่งไปบนชั้น2อีกครั้งเพื่อจะลงบันไดอีกฟากหนึ่ง   แต่เมื่อมาถึงบันไดอีกฟากฉันก็เจอคนของนายมาเฟียยืนรออยู่   ฉันคงหนีเขาไม่พ้นแล้วจริงๆ ไม่สิ!ฉันต้องหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้  แต่จะออกทางไหนล่ะ ทางหน้าต่างหรือว่าทางหลังคา  โอ๊ย!ปวดหัวจัง ใครก็ได้ช่วยฉันที  ฉันรีบวิ่งเข้าไปในห้องเรียน  ห้องหนึ่งเพื่อคิดว่างแผนการว่าจะเอายังไงต่อไป   ฉันหันมองไปทางหน้าต่าง  นั่นเหรอทางรอดของฉันหรือว่านั่น  ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองบนหลังคา  ทำไมฉันต้องเจอแต่เรื่องที่ทำให้ฉันมีแต่ความสงสัยด้วยนะ ทั้งเรื่องของนายมาเฟีย   แล้วไหนจะเรื่องที่ใครต่อใครมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามแบบนั้น 

“คุณกำลังมองหาทางออกอยู่เหรอครับคุณจำปูน” เสียงหนึ่งดังขึ้น  ฉันรีบหันไปมองเจ้าของเสียง  ชายแว่นดำที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าทำให้ฉันต้องรวบรวมกำลังที่จะวิ่งหนีอีกครั้ง  แต่ในขณะที่ฉันจะวิ่งหนีก็เห็นชายแว่นดำอีกสองคนยืนดักรอที่หน้าประตู  

“คุณชายสั่งให้ผมมารับคุณครับเพราะท่านไม่ว่างที่จะไปรอคุณที่หน้ามหาวิทยาลัย  คุณชายท่านฝากขอโทษคุณจำปูนด้วยครับที่ท่านไม่สามารถมารับคุณด้วยตัวท่านเอง”   อีตาบ้านั่นต้องการอะไรอีก 

“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น  ฝากไปบอกเจ้านายของคุณด้วยนะว่าฉันไม่มีวันทำตามคำสั่งของเขาเด็ดขาด ฉันจะไม่โง่รอบสองอีกแล้ว” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมพลางเดินไปที่ประตู 

“เห็นจะไม่ได้ครับคุณจำปูน  ถ้าพูดกันดีๆคุณไม่เชื่อฟังเห็นทีผมจำเป็นต้องใช้กำลังกับคุณแล้วล่ะครับ”    ฉันหันไปมองนายแว่นดำ  ในใจเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที  ไม่!ฉันต้องไม่กลัว  ฉันรีบผลักประตูออกไปแล้วรีบวิ่งฝ่าชายแว่นดำที่ยืนรออยู่หน้าห้องทันที  

“รีบตามไปเร็ว” เสียงนายแว่นดำคนเดิมตะโกนดังขึ้น  เสียงนั้นยิ่งทำให้ฉันต้องวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม   

“อย่าหนีนะครับคุณจำปูน”  

“ไม่หนีก็โง่สิ” ฉันหันไปพูดกับชายแว่นดำ3คนที่กำลังวิ่งตามมา  พอฉันลงไปที่ชั้นล่างของอาคาร  ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันกำลังเจอกับคำว่าอิสระ  

“คุณหนีไม่พ้นหรอก”  เสียงหนึ่งตะโกนขึ้น  คำว่าอิสระที่ฉันคิดว่าจะได้เจอกำลังจะถูกคนคนพวกนี้จับไปในทันที  ฉันมองซ้ายมองขวาเพื่อหาทางรอดให้กับตัวเอง   

“นั่นไงเจอแล้ว!”  ฉันยิ้มเมื่อมองไปที่ห้องสมุด  ถ้าเราไปซ่อนตัวอยู่ที่นั่นคนพวกนั้นคงตามหาเราไม่เจอแน่   ฉันรีบวิ่งข้ามถนนไปที่ห้องสมุด ซึ่งเป็นอาคาร10ชั้นที่อยู่ใกล้กับอาคาร7 ในขณะเดียวกันนั้นเองก็มีรถเก๋งสีแดงขับตรงมาด้วยความเร็ว  ฉันนึกอยากจะวิ่ง  แต่เหมือนมีบางสิ่งมาดึงขาฉันเอาไว้   ฉันรีบหลับตาไม่อยากเห็นในสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองต่อจากนี้  

“นี่เราต้องตายจริงๆเหรอ”  ฉันแอบรำพึงในใจเบาๆ  ในขณะนั้นเองกลับมีบางสิ่งดึงตัวฉันไป  เอี๊ยด!!! เสียงเบรกรถดังขึ้น  ฉันไม่อยากลืมตาขึ้นมองเลยสักนิดกลัวว่าจะเห็นตัวเอง…กลัวว่าสิ่งที่ดึงตัวฉันไปจะเป็นท่านยมบาลที่จะพาฉันไปลงนรก  

“เฮ้ย!เดินข้ามถนนยังไง ไม่ดูรถว่ะ อยากตายรึไง” เสียงหนึ่งตะโกนดังขึ้น ฉันก็รู้ทันทีว่าฉันยังไม่ตาย  

“ขอโทษนะยัยนี่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลบ้ามาเมื่อวาน  ก็เลยทำอะไรป้ำๆเป๋อๆไปหน่อย”  เสียงนี้มันคุ้นๆ ดูเหมือนจะเป็นเสียงของใครบางคนที่น่ากลัวยิ่งกว่ายมบาล  ฉันค่อยๆลืมตาดูคนพูดอย่างตั้งใจ  ทันทีที่ฉันเห็นเจ้าของเสียง ฉันต้องตกใจเพราะเขาคือนายมาเฟียแว่นดำ ฉันรีบผลักเขาออกจากตัวฉันทันที  เขารีบหันมามองพลางฉีกยิ้มเล็กๆให้  อยากรู้นักว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่  

“ทำอะไรผิดก็ขอโทษชะสิ” นายมาเฟียพูดพลางมองไปที่ชายเจ้าของรถเก๋งสีแดง 

“ฉันขอโทษจริงๆคะ” ฉันรีบยกมือไหว้   

“ไปกินยาชะ”พูดจบเจ้าของรถเก๋งสีแดงก็ขับออกไปทันทีทิ้งไว้เพียงความสงสัย

“ไปกินยาชะ”ทำไม่เขาถึงพูดแบบนั้น จริงสิ เมื่อตะกี้อีตานี่ไปบอกเขาว่าฉันเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลบ้า   เขาคงคิดว่าเราเป็นบ้าจริงๆถึงได้สั่งให้เราไปกินยา  ฉันหันไปมองนายมาเฟียด้วยความรู้สึกโกรธนิดๆ จริงสิ! ฉันต้องหนีเขาไม่ใช่เหรอ แล้วฉันมัวยืนทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้   ฉันเตรียมที่จะวิ่ง แต่นายมาเฟียกลับ

จับแขนฉันเอาไว้    

“เธอจะไม่ขอบคุณฉันหน่อยเหรอ”

ซิ!อีตาบ้านี่ยังจะมาทวงคำขอบคุณอะไรจากฉันอีก ก็เขาเองไม่ใช่เหรอที่ทำให้ฉันต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่ก็เอาเถอะฉันจะขอบคุณเขาเป็นครั้งสุดท้ายถือชะว่าฉันกับเขาไม่มีอะไรต้องติดค้างกันอีก  

“ขอบคุณ”  ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  

“เต็มใจพูดหน่อยสิยัยบื้อ”  

“ขอบคุณเจ้าคะ  พอใจรึยัง”  ฉันพูดพลางดึงมือเขาออกจากแขน

“แค่คำว่าขอบคุณก็ไม่เต็มใจพูด รู้งี้ไม่ช่วยหรอกปล่อยให้ถูกรถชนไปชะก็ดี”  คำพูดของนายมาเฟียเหมือนมีดที่กรีดลึกเข้าไปในหัวใจ   

“ก็ไม่ต้องมาช่วยสิ  ฉันไม่ได้ขอร้องชะหน่อย”  แอบเถียงเขาในใจ     สักพักชายแว่นดำทั้ง3คนที่ไล่ตามฉันก็วิ่งตรงเข้ามาหานายมาเฟีย 

“ฉันรู้อยู่แล้วว่าพวกนายคงเอายัยนี่ไม่อยู่แน่ ฉันก็เลยต้องรีบมา”  

“ขอโทษครับคุณชาย”   

“รถเตรียมพร้อมแล้วใช่ไหม” นายมาเฟียพูดพลางคว้ามือฉันไว้ ฉันรีบดึงมือออก  

“ไม่ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น แล้วคุณก็ไม่มีสิทธิมาบังคับฉันด้วย”   

“ฉันเคยบอกแล้วไงว่าฉันมีสิทธิ”    

“สิทธิอะไรของคุณ” ฉันถามด้วยความสงสัย  

“สิทธิที่เธอรู้แล้วเธอจะหนาวยังไงล่ะ” เขาพูดพลางยิ้มเล็กๆ   

“อย่ายิ้มแบบนั้นมันน่ากลัว” ฉันนึกอยากจะพูดคำนี้ที่เขาเคยพูดกับฉัน   ในขณะนั้นเองก็มีรถสีดำคันหรูขับมาจอดอยู่ใกล้ๆ ฉันรู้ทันทีว่านี่เป็นรถของนายมาเฟีย  

“รีบขึ้นรถเถอะ” เขาพูดพลางดึงแขนฉันไปที่รถพร้อมกับเปิดประตูด้านข้างคนขับให้ฉัน  ชายคนแว่นดำคนขับรถก็รีบลงจากรถทันที  

“รีบเข้าไปสิ”  

“ฉันไม่ไปกับคุณ ฉันจะกลับหอพัก”  

“กลับหอพักงั้นเหรอจะไปที่นั่นอีกทำไมเพราะฉันเอาข้าวของต่างๆ ของเธอที่อยู่ในหอพักขนเก็บไว้ในรถเรียบร้อยแล้ว”   

“หา!!!”ฉันทำหน้าตกใจพลางมองไปตรงเบาะนั่งด้านหลังรถ ทั้งกระเป๋าทั้งเสื้อผ้าของฉันก็อยู่ในรถคันนี้แล้วเหรอ  อีตามาเฟียบ้านี่เป็นใครกันแน่นะ สงสัยคงเป็นมาเฟียบ้าอำนาจเหมือนอย่างที่ฉันคิดไว้จริงๆ   ฉันรีบเดินไปเปิดประตูรถด้านหลังทันที   

"นี่มันของ ของฉันจริงๆด้วย  คุณทำแบบนี้คุณต้องการอะไรจากฉัน”  

“อยากรู้ก็รีบขึ้นรถสิ” นายมาเฟียออกคำสั่ง 

“ไม่ฉันไม่ไปกับคุณ” ฉันตะโกนเสียงดัง 

“งั้นก็ตามใจสิ   แล้วอย่านึกนะว่าฉันจะง้อยัยบื้ออย่างเธอ” เขารีบปิดประตูด้านข้างคนขับและประตูด้านหลังพลางจ้องมองมาที่ฉัน  แต่ฉันทำเป็นมองไปทางอื่น  

“เชอะ!จะให้เราขึ้นรถเหรอไม่มีทางหรอก ถึงฉันจะโง่แต่ก็ฉลาดพอที่จะไม่ยอมให้เขาหลอกอีกครั้งแน่    

“เธอนี่มันยัยบื้อตลอดกาลจริงๆ  ในโลกใบนี้คงไม่มีใครโง่ได้เท่าเธออีกแล้ว”เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม  

 ว่าไงนะ” ฉันจ้องมองไปที่เขาด้วยความรู้สึกโกรธ 

“ขึ้นรถเถอะ”เขาหันไปพูดกับชายแว่นดำทั้งสี่คน พร้อมกับเดินไปเปิดประตูด้านคนขับ  ชายแว่นดำเมื่อได้รับคำสั่งก็รีบเดินขึ้นรถทันที  

“เชิญเธอยืนเป็นยัยบื้อต่อไปเถอะ”  นายมาเฟียหันมาพูดกับฉันก่อนที่จะขับรถสีดำคันหรูออกไป 

“เอ๊ะ!แล้วของ  ของฉันล่ะ  มันอยู่ในรถไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวหยุดก่อน!”  ฉันตะโกนพร้อมกับวิ่งตามไปอย่างไม่คิดชีวิต แต่มันก็ไม่ทัน จะทำยังไงดีจำปูน เอาไงดีจะกลับหอพักก็กลับไม่ได้   ทำไมฉันต้องมาเจอกับอีตาบ้ามาเฟียนั่นด้วยนะ 

“ในโลกใบนี้คงไม่มีใครโง่ได้เท่าเธออีกแลัว” ประโยคที่นายมาเฟียพูดทิ้งไว้ดังก้องอยู่ในสมองอีกครั้ง  ยิ่งตอกย้ำว่าฉันโง่แค่ไหน  แล้วจะเอายังไงต่อดีล่ะฉัน   ปิ้นๆๆๆๆเสียงแตรรถดังขึ้นมาจากด้านหลัง ฉันรีบหันไปมองในใจก็แอบหวังว่าจะเป็นรถของนายมาเฟีย  แล้วมันก็ใช่รถของเขาจริงๆฉันแอบรู้สึกกลัวๆอยู่ลึกๆ 

“รีบขึ้นรถเถอะครับคุณจำปูน” ชายแว่นดำที่ขับรถพูดขึ้น ฉันจ้องมองไปภายในรถของเขาไม่เห็นมีนายมาเฟียนั่นเลยมีแต่ชายแว่นดำอีกสองคนที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังรถ  

“มองหาคุณชายอยู่เหรอครับคุณจำปูน”  เขาพูดเหมือนรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไร  

“ฉันจะมาเอาของ ของฉันคืน”  

“คุณชายสั่งให้ผมเอาของให้คุณก็ต่อเมื่อคุณยอมไปกับผม”ชายแว่นดำคนขับรถพูดขึ้นพลางเปิดประตูลงมาจากรถแล้วชายแว่นดำสองคนที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังรถก็รีบลงมาทันที  ฉันรู้สึกกลัวคนพวกนี้อย่างบอกไม่ถูก  ทำไมคนพวกนี้ต้องฟังคำสั่งของอีตาบ้านั่นด้วยนะ 

“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันว่าทางที่ดีพวกคุณคืนของให้ฉันดีๆดีกว่าไม่งั้นฉันจะไปแจ้งตำรวจมาจับพวกคุณเข้าคุกข้อหาขโมยทรัพย์สินของฉัน”  ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม หวังว่าพวกเขาจะกลัวในคำพูดของฉันบ้างนะ

 จะไปแจ้งตำรวจสถานีไหนล่ะครับเดี๋ยวผมไปส่งเพราะถ้าปล่อยให้คุณไปเองคุณคงไปไม่ถูกแน่” ชายแว่นดำพูดพลางยิ้มเล็กๆให้ฉัน  ฟังดูแล้วว่าพวกเขาจะไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิดคงเป็นเพราะพวกเขาไปก่อคดีไว้มากมายจนต้องรับโทษผิดหลายคดีเลยไม่รู้สึกกลัวตำรวจ คงจะชินแล้วสินะ เอายังไงต่อดีล่ะจำปูน ฉันซ้ายหันขวามองหาคนช่วยแต่ไม่มีใครเลยรอบๆตัวฉันในตอนนี้มีแต่ความว่างเปล่า 

“คุณไม่ต้องหาตัวช่วยหรอกครับคุณจำปูน  ผมว่าทางที่ดีคุณควรไปกับผมดีกว่า ส่วนเรื่องที่คุณจะไปแจ้งตำรวจไว้ค่อยว่ากันทีหลังล่ะกันนะครับ”พอชายแว่นดำที่เป็นคนขับรถพูดจบ  ชายแว่นดำที่อีกสองคนก็รีบเดินมาดึงตัวฉันไปที่ประตูรถด้านข้างคนขับ 

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะพวกคุณไม่มีสิทธิมาทำกับฉันแบบนี้นะแล้วอีกอย่างฉันก็ไม่รู้จักเจ้านายของคุณด้วย”  

“ผมไม่สนหรอกครับว่าคุณรู้จักเจ้านายผมรึเปล่าผมรู้แต่ว่าคุณต้องทำตามคำสั่งของเจ้านายผมเท่านั้น” ชายแว่นดำที่เป็นคนพูดพยักหน้าเหมือนเป็นสัญญาณบอกชายแว่นดำสองคนที่อยู่ข้างๆฉันให้รีบผลักฉันเข้าไปในรถ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ชายแว่นดำทั้งสองฉันรีบผลักฉันเข้าไปในรถแล้วรีบปิดประตูทันที นี่ฉันกลายเป็นนักโทษอยู่ใช่ไหมเนี้ย ฉันรำพึงในใจเบาๆ ส่วนชายแว่นดำทั้งสองคนก็รีบเดินไปขึ้นรถด้านหลังคนขับอย่างรวดเร็ว ฉันรีบเปิดประตูรถออกไปแต่ก็ไม่สำเร็จ  

“ประตูถูกปิดอัตโนมัติ ถึงคุณจะพยามเปิดมันคุณก็เปิดไม่ออกหรอกครับ”  ชายแว่นดำพูด  

ฉันหันไปมองชายแว่นดำ  

“ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะไม่งั้นฉันจะเรียกให้คนช่วยจริงด้วย”

“ไม่มีใครกล้าช่วยคุณหรอกครับคุณจำปูน” คนพวกนี้คงจะเป็นตัวอันตรายที่ไม่มีใครกล้ามายุ่ง  ทำไมฉันต้องมาเจอพวกเขาด้วยนะ 

“บอกฉันมาสิว่าพวกคุณต้องการอะไร” ฉันตะโกนแต่เหมือนคนพวกนี้ไม่ได้สนใจเอาแต่เงียบขรึม ฉันเริ่มรู้สึกกลัวกับทุกสิ่งในตอนนี้เหลือเกิน  พอรถเคลื่อนตัวออกไปหัวใจของฉันก็เหมือนถูกพวกเขาโยนมันเล่นอยู่ในมือ 

“นี่พวกคุณจะพาฉันไปไหน”ฉันถามแต่คำตอบที่ได้คือความเงียบงั้น ฉันรู้สึกกลัวจนอยากจะร้องไห้   

"นี่พวกคุณทำบ้าอะไรฉันไม่ใช่ของเล่นของพวกคุณนะ จอดรถเดี๋ยวนี้ฉันบอกให้จอดรถไง”ฉันตะโกนเสียงดังหยุดโว้ยวายได้แล้วครับคุณจำปูนเพราะผมต้องใช้สมาธิและสติในการขับรถ  หวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือนะครับ” ชายแว่นดำที่ขับรถพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  

“งั้นก็บอกมาสิว่าพวกคุณต้องการอะไร”

“ผมไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากขอให้คุณหุบปากชะที” ชายแว่นดำพูด  

ซิ!ก็ลองมาเป็นฉันดูสิพวกคุณยังจะหุบปากได้รึเปล่า  ฉันแอบเถียงเขาในใจ  “พวกคุณจะพาฉันไปไหนกันแน่”ฉันหันไปถามชายแว่นดำสองคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง

“ไปคอนโดของคุณชายครับ”  

“ว่าไงนะไปคอน…คอนโดคุณชายงั้นเหรอ” ฉันอ้าปากค้างเมื่อรู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังไปที่คอนโดของอีตาคุณชายมาเฟียนั่น 

“จอดรถให้ฉันเดี๋ยวนี้ ฉันจะไม่ไปที่นั่น”

“ผมคงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับผมต้องขอโทษคุณจริงๆ” ชายแว่นดำคนนี้ช่างเป็นคนที่ซื่อสัตย์กับเจ้านายจริงๆ แล้วถ้าฉันไปที่นั่นก็เท่ากับว่าอิสระของฉันก็จะปลิ้วหายไปอยู่ในมือของนายมาเฟียนั่น  ไม่นะอิสระของฉันจะเป็นของเขาไม่ได้…ไม่ได้เด็ดขาด ฉันรีบผลักประตูรถออกอีกครั้งเผื่อว่ามันจะเปิดออกทั้งๆที่รู้ว่ารถกำลังขับอยู่ถึงฉันออกไปได้ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น แต่มันคงดีกว่าอยู่ในรถแคบๆที่มันทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดใจเหลือเกิน ไม่สิ!เธอต้องไม่คิดแบบนั้นนะจำปูน เธอยังตายไม่ได้พ่อแม่รอเธออยู่ ไหนจะเขาคนนั้นอีกล่ะ วันนี้ฉันยังไม่ได้เจอเขาเลย ถ้าฉันมีชีวิตอยู่ต่อพรุ่งนี้ฉันอาจได้เจอกับเขา  แต่ตอนนี้ฉันควรทำยังไงดี จะทำยังไงดี  ฉันอยากจะกรี๊ดดังๆให้เสียงของฉันทำให้รถแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ แต่ฉันจะทำแบบนั้นได้ยังไง ฉันคิดพลางทำหน้าเศร้า 

“คุณไม่ต้องกลัวหรอกครับคุณจำปูนเพราะผมจะดูแลคุณเป็นอย่างดีเลยครับ” เสียงชายแว่นดำที่เป็นคนขับรถพูดขึ้น แล้วทำไมพวกเขาต้องพาฉันไปที่นั่นด้วยอีตามาเฟียมีแผนอะไรกันแน่นะ  แล้วทำไม่เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับฉันรู้แม้กระทั่งฉันชอบกินผัดกะเพราไข่ดาว เขาเป็นใครกันนะ ตอนนี้ฉันรู้สึกกลัวไปหมด พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยปูนด้วย  ตอนนี้ฉันคงเป็นเหมือนลูกไก่ตัวน้อยๆที่ถูกคนใจร้ายจับมาบีบเล่นอยู่ในมือจนเกือบจะหายใจไม่ออก เขานี่ช่างใจร้ายจริงๆ ไม่รู้ว่าคนใจร้ายคนนั้นเขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่ เขาต้องการฉันไปเป็นทาสรับใช้ของเขางั้นเหรอ แต่ถ้าเขารู้จักฉันจริงๆเขาก็ไม่น่าทำกับฉันแบบนี้นิ  แล้วอีกอย่างฉันก็ไม่มีศัตรูที่ไหนนอกจากนายยืนยังเซที่คิดว่าฉันคือศัตรูของเขา   นายยืนยังเซ!!!ชื่อนี้ดังก้องขึ้นในหัวสมองทันที   เขาต้องใช่นายยืนยังเซแน่ๆ ฉันรู้สึกแค้นใจอยู่ลึกๆเมื่อนึกถึงคนที่ชื่อยืนคนนั้น  

“คุณชายของพวกคุณชื่อยืนยังเซใช่ไหม”ฉันกัดฟันถามชายแว่นดำทั้ง3คน แต่ไม่มีใครตอบรับได้แต่ยิ้ม  ดูจากรอยยิ้มของพวกเขาแล้วฉันก็รู้ทันทีว่าคำตอบคืออะไร 

“ถ้าใช่เขาจริงๆฉันจะทำตัวยังไง จะเดินไปซกหน้าเขา จะผลักเขาหรือว่าจะวิ่งหนีเขาดีล่ะ ฉันรู้สึกสับสนกับความคิดต่างๆนานาที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นให้ได้ต่อให้สุดท้ายแล้วฉันต้องยอมแพ้เขาก็ตาม  เอี๊ยด!!!เสียงรถจอดอย่างกะทันหัน 

“ถึงแล้วครับคุณจำปูนคอนโดตะวันยิ้ม” ชายคนขับรถพูดขึ้นพลางเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ ฉันเงยหน้ามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็เห็นคอนโดหลายสิบชั้น  เสียงเปิดประตูรถดังขึ้นทำให้ฉันรู้สึกกลัวมากขึ้นกว่าเดิม

“เชิญครับคุณจำปูน” ฉันรีบลงจากรถทันทีที่ได้รับคำสั่งจากชายแว่นดำ 

“ไปกันเถอะครับคุณจำปูน” ชายแว่นดำพูดพร้อมกับเดินนำหน้าไป  เอาไงดีว่ะจำปูนจะตามไปดีไหม   ถ้าตามไปก็มีแต่ตายกับตายน่ะสิแต่ถึงไม่ตามไปก็ตายอยู่ดีเอาว่ะจำปูนลองโง่อีกสักครั้งก็ไม่เป็นไร ดูซิว่านายจะแกล้งอะไรฉันอีกนายยืนยังเซ  ฉันสูดอากาศเข้าไปเต็มปอดก่อนที่จะเดินตามเขาไป 

“เอ๊ะ!แล้วของ ของฉันล่ะ” ฉันถามชายแว่นดำที่อยู่ตรงหน้าก่อนที่จะหันไปมองก็เห็นชายแว่นดำอีกสองคนกำลังขนมันออกมาจากรถ  

“คุณไม่ต้องห่วงหรอกครับพวกเขาจะเอาไปไว้ให้คุณที่ห้อง”

“ห้อง!!”ฉันย้ำคำพูดของเขาพลางทำหน้าสงสัย    

“ใช่ครับห้องของคุณจำปูนที่อยู่ใกล้กับห้องของคุณชายยังไงล่ะครับ”  นายยืนจะให้เรามาอยู่ที่นี่กับเขา งั้นเหรอไม่มีทางหรอก 

“ฝันไปเถอะครับ”ชายแว่นดำพูดพร้อมกับเดินนำหน้าฉันไปที่คอนโดชั้นล่าง ฉันรีบเดินตามเขาพลางส่องสายตามองไปรอบๆทุกอย่างดูหรูหราราคาแพงไม่นึกเลยว่าคนอย่างฉันจะมาเหยียบที่นี่ได้ และไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างนายยืนจะมีเงินชื้อคอนโดหรูหราราคาแพงแบบนี้ แล้วไหนจะบอดี้การ์ดนี่อีกล่ะเขาเอาเงินจากไหนมาจ้างหรือว่านี่เป็นแค่ละครตบตาฉัน ชายแว่นดำพาฉันขึ้นลิฟต์มาที่ห้อง ห้องหนึ่ง

“ห้องนี้เป็นห้องของคุณครับ”  

“ห้องของฉันเหรอ” ฉันถามชายแว่นดำพลางทำหน้างงๆ อีตาบ้านั่นคงรอเราอยู่ในห้องนี้สินะดีล่ะนายตายคามือฉันแน่นายยืนยังเซ   ชายแว่นดำเดินนำหน้าฉันเข้าไปในห้อง ฉันเดินตามหลังเขาด้วยความรู้สึกกลัวพลางมองหานายยังเซทั่วห้อง 

“คุณชายไม่อยู่หรอกครับ” ชายแว่นดำพูดขึ้น 

“แล้วเขาไปไหนล่ะค่ะ”ฉันนึกอยากจะถามนี้กับเขาแต่ไม่กล้า  มันดีแล้วที่เขาไม่อยู่  แบบนี้แหละดีที่สุดแต่ลึกๆก็อยากรู้ว่าเขาไปไหนและยิ่งฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ฉันก็ยิ่งกลัวมากขึ้นทุกที กลัวชายแว่นดำ กลัวที่จะต้องอยู่ห้องที่มันกว้างใหญ่เกินกว่าที่จะอยู่ได้เพียงลำพัง  เขาไปไหนของเขานะ จะไปถามถึงเขาทำไมผู้ชายคนนั้นน่ะ เสียงในใจรีบคัดค้านทันทีที่ฉันกำลังจะเพ้อถึงเขา 

“เดี๋ยวผมจะพาคุณไปดูห้องนอนของคุณนะครับ”ชายแว่นดำรีบเดินนำหน้าไป ส่วนชายแว่นดำอีกสองคนก็รีบเดินตามไปด้วยความรีบเร่ง  ฉันถอนหายใจยาวก่อนเดินตามหลังพวกเขาไป  พอฉันเดินไปที่ถึงที่ห้อง ฉันถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออก  ทุกอย่างภายในห้องภายในห้องเต็มไปด้วยรูปของฉันติดอยู่บนฝาผนังเต็มไปหมดและมันก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วว่าเจ้านายของชายแว่นดำคือนายยืนยังเซจริงๆใช่เขาจริงๆ 

"ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนค่ะ” ฉันหันไปถามชายแว่นดำทันทีทั้งที่ฉันไม่เคยคิดที่จะถามถึงเขาเลยสักนิด 

“คุณชายไปทำธุระครับวันนี้คงไม่กลับมั่งครับ  คุณจำปูนมีอะไรรึเปล่าครับ”  

“ปะ…เปล่าไม่มีอะไรคะ” การที่ฉันได้เจอนายยืนในครั้งนี้มันต้องมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในชีวิตฉันแน่   ทำยังไงนะฉันถึงจะหนีเขาได้ชะที 

“เดี๋ยวผมจะให้คนมาจัดของให้คุณนะครับ” ชายแว่นดำพูด 

“ไม่!..ไม่ต้องหรอกคะ”ฉันจัดการเองได้ฉันพูดพลางปันหน้ายิ้มให้กับชายแว่นดำ  

“งั้นก็ได้ครับถ้าอย่างนั้นเชิญคุณจำปูนไปทานข้าวได้แล้วครับ คุณชายสั่งให้คนทำผัดกะเพราของโปรดของคุณไว้ด้วยนะครับ”

 ซิ!อีตายืนยังเซมาทำเป็นรู้ใจเรามีแผนแกล้งอะไรฉันอีกล่ะ   นายอาจเอายาพิษใส่ลงในอาหารนั่นก็ได้  ฉันจะไม่กินเด็ดขาด 

“ฉันยังไม่หิวพวกคุณไปทานเถอะคะ”

“ได้ยังไงกันล่ะครับ ถ้าคุณจำปูนไม่ทานข้าวคุณชายเอาผมตายแน่ ท่านบอกว่าไม่ว่ายังไงต้องสั่งให้คุณจำปูนไปทานข้าวให้ได้”ชายแว่นพูดพลางซักสีหน้าจริงจังฟังคำพูดของนายแว่นดำแล้วฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นคนสำคัญของอีตานั่น ไม่สิ!ฉันต้องไม่คิดแบบนั้น ที่เขาอยากให้เรากินข้าวเขาอาจใส่ยาพิษลงไปในอาหารจริงๆก็ได้   เขาคิดว่าฉันเป็นศัตรูเขาคงไม่ทำดีกับฉันหรอก 

“คุณก็ไม่ต้องบอกเขาสิคะ แล้วอีกอย่าฉันฉันก็ไม่รู้จักคุณชายของคุณด้วย”

“ใครบอกว่าคุณไม่รู้จักคุณชายของผมล่ะครับ  ก็คุณเป็น…” กริ๊งๆๆๆ เสียงโทรศัพท์ของชายแว่นดำดังขึ้น ชายแว่นดำทั้งสามคนจริงรีบเดินออกไปจากห้องทันที  พอได้โอกาสฉันรีบวิ่งไปล๊อกประตูทันทีคราวนี้ล่ะคนของนายยืนก็มาบังคับอะไรฉันไม่ได้อีก   เฮ้อ!!!ฉันถอนหายใจยาวก่อนที่จะเดินไปที่เตียงขนาดใหญ่แล้วล้มตัวนอน ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้ด้วยนะแล้วพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตฉันต่อไปล่ะ นายยืนยังเซนายต้องการอะไรจากฉันกันแน่ คำถามนี้ดังสะท้อนขึ้นมาในใจเบาๆ  ฉันหลับตาลงช้าๆแต่ก็ต้องรีบลืมตาแล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงบ้างอย่างขึ้นมา   ฉันไม่ควรจะอยู่ที่นี่ฉันต้องหนีสิ ใช่ต้องหนีเท่านั้นที่จะทำให้ฉันรอด ฉันรีบเดินไปคว้ากระเป๋าเสื้อผ้าที่ชายแว่นดำวางมันไว้ข้างเตียง  ฉันจะหนีออกไปทางไหนดีดูเหมือนว่ามันจะไม่มีทางออกเลย ฉันรีบเดินไปที่หน้าต่างก้มมองลงด้านล่างมันช่างดูน่ากลัวเหลือเกินเพราะคอนโดตะวันยิ้มสูงมาก มากเกินกว่าที่ฉันจะกระโดดลงไป  ฉันรีบเดินถอยห่างออกมาแล้วนั่งบนเตียงนุ่ม ที่ทำได้ในตอนนี้คงต้องยอมอยู่ที่นี่สินะ พ่อจ๋าแม่จ๋าปูนจะทำยังไงดี 

ก๊อกๆๆๆเสียงเคาะประตูดังขึ้นอยู่หลายครั้ง  ชายแว่นดำคงบอกให้เราไปทานข้าวแน่ 

“ฉันไม่หิวพวกคุณไปทานกันเถอะคะ” ก๊อกๆๆๆๆๆๆเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกจนฉันรู้สึกรำคาญ จนต้องรีบเดินไปเปิดประตูให้ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ควรเปิดมันพอเปิดประตูออกไปสิ่งที่ปรากฏอยู่ในแววตาของฉันในตอนนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่ากำลังถูกสาปเป็นก้อนหินไปในทันที  ใช่แล้วเป็นเขา  ใช่เขาจริงๆชายคิ้วหนา  ตาคมเข้ม ที่อยู่ในแววตาของฉันตอนนี้ใช่นายยืนยังเซจริงๆไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะเป็นเขา       

“น่ะ…นาย”  ฉันพูดพลางชี้ไปที่เขา 

“ดีใจใช่ไหมที่เป็นฉัน”  

"นายต้องการอะไร นายเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตฉันอีกทำไม นายต้องกาอะไรจากฉันอีก” ฉันตะโกนใส่หน้าเขา

“สำคัญตัวผิดไปรึเปล่าอย่างฉันนะเหรอจะต้องการอะไรจากเธอ คนอย่างเธอไม่มีค่าอะไรมากขนาดนั้นชะหน่อย”เขาพูดพลางทำหน้าเฉย  ฉันรู้สึกหมั่นไส้เขาจริงๆ  

“แล้วที่ฉันให้เธออยู่ที่นี่ก็ไม่ได้เป็นเพราะว่าฉันพิศวาสเธอหรอกนะ ฉันก็แค่อยากให้เธอมาอยู่ใกล้หูใกล้ตาจะได้แกล้งสะดวกหน่อย”

“นายมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย นายมัน…อีตาบัาเฮงซวย” ฉันตะคอกพลางทำหน้าโกรธ 

“ถ้าฉันเฮงซวยแล้วเธอเป็นอะไร เป็นยัยซัตเตอร์งั้นสิ” อีตานี่มาพูดฉายาของฉันได้ยังไง

“หุบปากของคุณเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“เธอไม่มีสิทธิมาออกคำสั่งกับฉัน รีบไปทานข้าวชะยัยเป็ดขี้เหล่”  แล้วนั่นเธอถือกระเป๋าไว้ทำไมจะแอบหนีงั้นสิ ถึงเธอหนีเธอก็หนีไม่พ้นหรอกเพราะตอนนี้เธอเป็นลูกไก่ตัวนัอยๆอยู่กำมือฉันและต่อให้เธอจะร้องเจี๊ยบๆๆๆจนคอแตกตายฉันก็ไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆหรอก  รีบเอากระเป๋าไปเก็บ  แล้วไปทานข้าวกับฉัน   อ๋อจริงสิ!สมุดบันทึกของเธออยู่ที่ฉัน   อยากได้คืนก็รีบไปทานข้าวชะ”  สมุดบันทึก…สมุดบันทึกเหรอ อย่าบอกนะว่าสมุดบันทึกที่ฉันแอบเขียนด่าเขาสมัยเรียนมัธยม ถ้าเขาได้อ่านมันฉันต้องตายแน่ๆ เขาต้องโกรธจนต้องหาเรื่องแกล้งฉันไม่หยุดแน่  ฉันรีบวิ่งตามหลังเขาไปที่โต๊ะอาหาร  

“รีบนั่งสิ  นี่ฉันอุตสาห์ทิ้งธุระสำคัญมาทานข้าวเพื่อเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของเธอเลยนะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมพลางมองฉันด้วยสายตาที่ดูจริงจัง  สายตาแบบนี้แหละที่ฉันกลัวทุกครั้งที่อยู่ใกล้เขา

อย่างนายน่ะเหรอจะมีธุระสำคัญ

ซิ!!! “ฉันอยากได้สมุดบันทึกของฉันคืน”  ฉันพูดพลางจ้องเขาตาเขม่น 

“งั้นเหรอ งั้นก็ขอร้องฉันสิแล้วฉันจะคืนให้”เขาพูดพลางแอบยิ้ม

ซิ!จะให้ฉันขอร้องนายงั้นเหรอ ได้งั้นฉันจะขอร้อง

“คุณชายยืนยังเซเจ้าขาขอสมุดบันทึกของจำปูนคืนด้วยเถอะเจ้าคะ” ฉันกลั้นใจดัดเสียงให้นุ่มนวล ทำไมฉันต้องมาทำตามคำสั่งของอีตาบ้านี่ด้วยนะ 

“ลองพูดใหม่ซิ”

“หา!!ว่าไงนะ”  

“ฉันบอกให้เธอพูดใหม่ไม่ได้ยินรึไง” อีตานี่น่ารำคาญจริงๆ 

“ไม่ฉันไม่พูดอีกแล้วถึงของร้องนายไป นายก็ไม่คืนให้ฉันหรอก” ฉันพูดก่อนที่จะหันหลังให้เขา 

“เธอโกรธงั้นสิ  ได้งั้นฉันจะคืนให้ ไปเอาที่ห้องของฉัน ฉันเก็บมันไว้ที่นั่นรีบตามมาสิ” เขาพูดพลางลุกจากที่นั่งทันที ให้ตายเถอะนายยืนจะให้เราไปเอาสมุดบันทึกที่ห้องของเขางั้นเหรอ  ฉันไม่ไปเด็ดขาด เขาต้องหลอกฉันไปที่ห้องแล้วก็…” 

“คิดบ้าอะไรของเธอฉันไม่ทำแบบนั้นหรอก” เขาพูดเหมือนเขารู้ว่าฉันคิด 

“คุณรู้เหรอว่าฉันคิดอะไร”

“รู้สิฉันรู้ทุกความคิดของเด็กปัญญาอ่อนแบบฉบับของยัยซัตเตอร์อย่างเธอ แล้วฉันก็รู้ดีชะด้วยสิ รีบไปเถอะ เอ๊ะ!หรือว่าเธอไม่กล้า

“ฉัน…ฉันกล้าสิไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด”  ฉันตอบทั้งๆที่ในใจยังสั่นๆ  

“นั่นสินะคงไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับรอยยิ้มและใบหน้าของเธอหรอกจริงไหม”  

“ว่าไงนะ” ฉันพูดพลางทำหน้าบูดใส่เขา   พอเขาเดินไปที่หน้าประตูเขาก็รีบหันมามองฉัน 

“ดูเหมือนว่าสมุดบันทึกเล่มนั้นมันจะสำคัญกับเธอมาก” เขาถาม   ก็จะไม่สำคัญได้ยังไงเพราะฉันเขียนด่าเขาชะจนเละขนาดนั้นถ้าเขาได้อ่านมันเขาต้องแค้นฉันแน่ๆ 

“นายยังไม่ได้เปิดอ่านใช่ไหม” ฉันถามพลางแอบลุ้นคำตอบอยู่ในใจ 

“ฉันอ่านมันแล้ว” เขาพูดพลางจ้องตาฉัน   เขาอ่านมันแล้วเหรอคราวนี้ล่ะฉันตายแน่  ฉันรีบหลบสายตาเขาทันที  ฉันรู้สึกกลัวเห็นแววตาอำมหิตของเขาในตอนนี้ 

“บันทึกอะไรของเธออ่านแล้วน่าตลกสิ้นดี” ฉันรีบเงยหน้ามองเขา  เขาบอกว่าบันทึกของฉันน่าตลกงั้นเหรอ  นึกว่าเขาจะแค้นใจชะอีกหรือว่าเขาก็แค่พูดไปอย่างนั้นเองเพื่อให้ฉันตายใจว่าเขาไม่รู้สึกอะไรกับคำด่าเหล่านั้น

“สมุดบันทึกของเธอฉันซ่อนมันไว้ใต้หมอนในห้องของเธอรีบไปเก็บไว้ชะสิมันสำคัญมากไม่ใช่เหรอ”  

“ฉันจะอยู่ที่ห้องข้างๆมีอะไรก็ไปหาฉันได้    อ๋อ!!เกือบลืม ถ้าคืนนี้เธอคิดหนี  ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะว่าเธอหนีไม่พ้นหรอกเพราะฉันสั่งให้คนเฝ้าหน้าห้องเธอไว้24ชั่วโมง”  

“นายต้องการอะไรกันแน่”  

“แกล้งเธอไง  เธอคงลืมไปแล้วสินะว่าเธอทำอะไรกับฉันไว้บ้าง” น้ำเสียงที่ดูเคร่งขรึม สายตาที่ดูจริงจังนั่นของเขามันทำให้ฉันรู้สึกกลัว 

“เรื่องมันก็ผ่านมาแล้วนายจะเอาอะไรกับฉันอีกนายยังไม่ลืมมันอีกรึไง”

“เธอจะให้ฉันลืมยัยเด็กผู้หญิงโง่ๆคนหนึ่งที่ทำให้ฉันเกือบไม่ได้เรียนต่อม.3แล้วไหนจะชอบสร้างปัญหาให้ฉันไม่หยุดอย่างเธองั้นเหรอ” จบประโยคนี้ฉันก็รู้ว่านายยืนยังเซยังแค้นใจฉันอยู่ไม่น้อย เขาคงจะฝังใจจริงๆสินะ  ฉันคงทำอะไรไม่ได้นอกจากสนองความแค้นของเขา 

“พรุ่งนี้เจอกัน” เขาพูดพร้อมกับเปิดประตูออกไป  วินาทีนี้ความเงียบเหงาค่อยๆคืบคลานเข้ามาในใจอย่างช้าๆ ฉันรู้สึกคิดถึงพ่อกับแม่จังเลยฉันมองไปยังห้องที่ว่างเปล่าไม่มีใครมีเพียงแสงไฟที่มองเห็นความรู้สึกของฉันในตอนนี้ นี่เราต้องอยู่ที่นี่จริงๆเหรอเนี้ย  ฉันคงหนีเจ้ากรรมนายเวรอย่างนายยืนยังเซไม่พ้นแล้วจริงๆสินะ   เฮ้อ!!ฉันถอนหายใจยาวก่อนจะเดินไปที่ห้องนอนที่เต็มไปด้วยรูปของฉัน  รูปพวกนี้คงเป็นสัญลักษณ์ของความแค้นที่เขามีต่อฉันหรือมันเป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์อันเลวร้ายที่เขาและฉันต่างร่วมมือช่วยกันสร้างมันขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจและตั้งใจ ฉันทำหน้าเศร้าพร้อมกับเดินไปนั่งที่เตียงที่แสนนุ่มแล้วล้มตัวลงนอนพลางหลับตาลงช้าๆ และในวินาทีนั้นเองละครฉากหนึ่งก็ปรากกฎขึ้นในสมอง มันเป็นฉากแรกของทุกอย่างที่ทำให้ฉันต้องมาอยู่ที่ตรงนี้  มันเป็นฉากแรกที่ฉันไม่รู้ว่าใครคือคนเขียนบท  ไม่รู่ว่าใครเป็นผู้กำกับ แต่ที่ฉันรู้ก็คือฉันคือหนึ่งในตัวละครของละครเรื่องนี้

 

 

 

แชร์นิยายที่คุณรัก

วันเดือนปี
ยอดวิว
ยอดคอมเมนท์
08/05/2563
26
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
26. ปลิว
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0
09/05/2563
0
0

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ
ยัยชัตเตอร์
(จำนวนผลงานนิยาย 2 เรื่อง 73 ตอน)

เรื่อง
ประเภทนิยาย
ตอน
จำนวนเข้าชม
อัพเดตล่าสุด
ประเภท :
นิยายรักโรแมนติก ซึ้งกินใจ
ตอน :
34
เข้าชม :
1,214
อัพเดต :
09/05/2563
ประเภท :
นิยายรักแฟนตาซี
ตอน :
39
เข้าชม :
169
อัพเดต :
09/05/2563

เพิ่มความคิดเห็น

ชื่อ

ยังไม่มีความคิดเห็น แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกสิ!

คุณสามารถอ่านตอนนี้ได้ก่อนใคร
โดยการมอบสินน้ำใจ (VIP) ให้นักเขียน

มอบ VIP ขั้นต่ำ 1 บาท หรือให้มากกว่าตามความสมัครใจ เพื่อเปิดอ่านตอนก่อนใคร 7 วัน

คำเตือน
  • การมอบสินน้ำใจ (VIP) นี้ไม่ได้หมายถึงการซื้อนิยาย แต่เป็นการมอบกำลังใจเท่านั้น
  • นักเขียนยังคงมีสิทธิ์ในการลงนิยายจนจบเรื่อง หรือไม่จบเรื่องก็ได้
  • เนื่องจากการลงจบเรื่องในบางครั้ง อาจมีผลต่อการพิจารณาต้นฉบับในการจัดพิมพ์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ อันเป็นรายได้หลัก รวมทั้งความจำเป็นอื่นๆ
  • และการมอบสินน้ำใจนี้ ไม่สามารถนำไปหักส่วนลดได้ หลังจากนักเขียนกดปิดเรื่อง ขายจบเรื่อง

เหรียญของฉัน : 0

รักเล็กๆของเด็กหญิงวุ่นวาย

 

รักเล็กๆของเด็กหญิงวุ่นวาย

 

             วันแรกที่เข้าไปในมหาวิทยาลัย ฉันหว้งว่าชีวิตของฉันจะมีความสุขกับ

สถาบันใหม่แต่ที่ไหนได้ ฉันกลับทุกข์ใจเพราะฉันดันไปเจอคนที่เกลียดที่สุดสมัยเรียน

มัธยมเพราะเขาชอบล้อฉายาของฉันและอีตานั่นก็ยังมาเป็นพี่รหัสของฉันอีก

เรื่องวุ่นๆจึงเริ่มต้น

โดย : ยัยชัตเตอร์
จำนวน : 58 ตอน


0